การสังคายนากับความเป็นมาของพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ตอนที่ 2 เรื่องการสังคายนา

มีนาคม 5, 2010 at 6:00 pm ใส่ความเห็น

ความหมายของการสังคายนา

รวมความหมายของการสังคายนาไว้มามาย ดังเช่นที่ว่า การที่พระสงฆ์ทั้งหลายประชุมกัน เพื่อปรารภเหตุแห่งความมั่นคงของพระพุทธศาสนาเป็นการดำรงรักษา “พระธรรมวินัย” ไว้เป็นแบบแผน กิจพระศาสนานี้จึงเรียกว่า “สังคายนา”
การจัดทำสังคายนานี้ ถือว่าเป็นงานใหญ่และสำคัญมาก ทั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือทั้ง 2 ด้าน คือ
ด้านที่ 1  “ฝ่ายพุทธจักร” อันมีพระมหาเถระผู้ทรงความรู้ความสามารถมีความชำนาญทั้งในด้านปริยัติและ ปฏิบัติ จนได้รับผลคือปฏิเวธ ครบถ้วนทั้ง 3 ประการ
ด้านที่ 2   ทางด้าน “ฝ่ายอาณาจักร” อันมีพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ผู้มีบุญญาธิการเลื่อมใสในคุณพระศรีรัตนตรัย ทรงเป็นผู้ให้การอุปถัมภ์
ฉะนั้น ประเทศใดที่มีคุณลักษณะพร้อมทั้ง 2 ประการนี้ ก็สามารถจัดทำ “ศาสนกิจ” เช่นนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้[1]

สังคายนา หมายถึง การร้อยกรอง หรือรวบรวมพระธรรมวินัย อันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ ให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน มีระบบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีการประชุมสงฆ์ดำเนิน การรวบรวมจัดหมวดหมู่จัดระบบให้เป็นที่เรียบร้อย แล้วมีการสวดซักซ้อมหรือสวดพร้อมกันและเป็นแบบเดียว กันเป็นการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์แห่งพระธรรมวินัย และลงมติรับรองกันไว้เป็นหลักฐานสำคัญ แล้วมี การท่องจำ จดจำ หรือจารึกไว้สืบต่อมา

การสังคายนา หมายถึงการร้อยกรองพระวินัย คือการประชุมสงฆ์ จัดระเบียบหมวดหมู่พระพุทธวจนะ แล้วรับทราบในที่ประชุมนั้นว่า ตกลงกันอย่างนี้ และก็มีการท่องจำกันนำสืบๆ กันต่อมา ในครั้งแรกๆ การสังคายนาปรารภเหตุความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา จึงจัดหมวดหมู่พระพุทธวจนะไว้

ในครั้งต่อๆ มาปรากฏว่ามีการถือผิด ตีความหมายผิด ก็มีการชำระวินิจฉัยข้อที่ถือผิด ตีความหมายผิด และชำระกันให้รู้ข้อผิดข้อถูก ชี้ขาดว่าควรเป็นอย่างไร แล้วก็ทำการสังคายนา โดยการทบทวนระเบียบเดิมบ้าง เพิ่มเติมของใหม่อันเป็นทำนองบันทึกเหตุการณ์บ้าง จัดระเบียบใหม่ในบางข้อบ้าง

มีเหตุการณ์ถือผิด เข้าใจผิดเกิดขึ้น แต่ความจริง เมื่อพิจารณารูปศัพท์แล้วการสังคายนาก็เท่ากับ การจัดระเบียบ การปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาดทำขึ้นเมื่อไร ก็มีประโยชน์เมื่อนั้น เหมือนการทำความสะอาด การจัดระเบียบในที่อยู่อาศัย

การสังคายนาจึงแตกต่างจากการสวดพระปาติโมกข์ เพราะการสวดปาติโมกข์เป็นการทบทวนความจำของที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติทางพระวินัย โดยเฉพาะข้อบัญญัติที่เป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติของพระภิกษุและภิกษุณี ส่วนการสังคายนาไม่มีกำหนดว่าต้องทำเมื่อไร โดยปกติเมื่อรู้สึกว่าควรจัดระเบียบชำระข้อถือผิดเข้าใจผิดได้แล้ว ก็ลงมือทำตามโอกาสอันควร บางครั้งพระสงฆ์ในยุคนั้นๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีข้อถือผิดเข้าใจผิด แต่เห็นสมควรตรวจสอบชำระพระไตรปิฎก แก้ตัวอักษรหรือข้อความที่วิปลาสคลาดเคลื่อน ก็ถือว่าเป็นการสังคายนา[2]

2.2 การสังคายนาหรือสังคีต

คำว่า สังคายนาและสังคีติ เป็นคำภาษาบาลีแปลอย่างเดียวกันว่าการสวดพร้อมกัน” เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ การสวดพร้อมกันหมายความว่า เมื่อรวบเรียบเรียงถ้อยคำที่เคยท่องจำกันมาให้เป็นหมวดหมู่เรียบร้อยดีแล้วก็มีการท่องจำและการสวด พร้อมกันเพ หรือเป็นหลักฐานสืบไป แต่ความหมายของการสังคายนาหรือสังคีติในทางปฏิบัติกว้างมากกว่าเพียงการสวดพร้อมกันตามคำแปล เพราะหมายรวมไปถึงการแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่าที่ถูกตามคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาควรเป็นอย่างไร เสร็จแล้วจึงมีการทบทวนคำสั่งสอนนั้น ๆ ซึ่งท่องจำกันมาหรือจารึกมาแต่อดีต และรวมไปถึงการชำระ สอบทาน จดจารึก หรือจัดพิมพ์พระไตรปิฎกด้วย และเพื่อจะให้การใช้ถ้อยคำปัญหา บางครั้งท่านก็ใช้คำว่า การสังคายนาตรวจชำระพระไตรปิฎก

2.3 ต้องเข้าใจให้ชัดแค่ไหน ใช่แค่ไหน ว่าใช่หรือไม่ใช่การสังคายนา

การสังคายนานั้นต้องให้รู้ว่าเป็นการที่จะรักษาคำสอนเดิมเอาไว้ให้แม่นยำที่สุด ไม่ใช่ว่าพระภิกษุที่สังคายนามีสิทธิ์เอาความคิดเห็นของตนใส่ลงไป การสังคายนา ก็คือ การมาทบทวนซักซ้อมตรวจสอบคัมภีร์ให้ตรงตามของเดิม และซักซ้อมตรวจสอบคนที่ไปทรงจำ หรือไปนับถืออะไรต่างๆ ที่อาจจะผิดเพี้ยนไป ให้มาทบทวนตัวเอง ให้มาซักซ้อมกับที่ประชุม ให้มาปรับความเห็น ความเชื่อ การปฏิบัติของตน ให้ตรงตามพระไตรปิฎกที่รักษากันมาอย่างแม่นยำ ที่เป็นหลักกลางนี้บางคนเข้าใจผิดว่า ในการสังคายนานี้ ผู้ที่เข้าร่วมสังคายนา จะไปปรับไปแต่งไปทำอะไรกับพระไตรปิฎก ดีไม่ดีอาจจะถึงกับเข้าใจว่ามาแต่งพระไตรปิฎกกันใหม่ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปไกล ซึ่งแสดงว่าไม่รู้จักการสังคายนา และไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะฉะนั้น จะต้องย้ำกันว่า การสังคายนาพระไตรปิฎก ก็คือ การมาทบทวนตรวจสอบซักซ้อมกันในการที่จะรักษาพระไตรปิฎกของเดิมที่ท่านสังคายนาไว้ ในการสังคายนาครั้งที่ 1 เมื่อ 3 เดือน หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ว่าเป็นอย่างไร ก็ให้คงอยู่อย่างนั้น อย่างแม่นยำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อะไรที่คลาดเคลื่อน ใครทรงจำผิดไป ก็ให้มาปรับเข้ากับของเดิมของแท้นี้เสีย เพราะว่าเมื่อเรารักษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็คือเราจะต้องเอาคำตรัสของพระองค์ของเดิมไว้ให้ได้ ถ้าคำสอนคำตรัสเดิมหมดไป ก็คือพระพุทธศาสนาหมดไปแล้ว
แต่เราก็ต้องรู้ด้วยว่า ในพระไตรปิฎกไม่ใช่มีเฉพาะคำตรัสของพระพุทธเจ้าอย่างเดียว

คำของพระสาวกก็มี เช่น คำของพระสารีบุตรที่ได้แสดงวิธีสังคายนาเป็นตัวอย่างไว้นั้น ก็เป็นพระสูตรอยู่ในพระไตรปิฎก ชื่อ สังคีติสูตร แต่ธรรมะที่พระสารีบุตรนำมาสังคายนาไว้ในสังคีติสูตรนั้น ก็คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า หรือธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้นั่นเอง นอกจากนั้นก็มีคำสนทนากับผู้อื่น ซึ่งมีคำของผู้อื่นอยู่ด้วยในนั้น หลักคำสอนอะไรเก่าๆ ก่อนพุทธกาล ที่พระพุทธเจ้าทรงยอมรับ ทรงนำมาเล่าให้นับถือปฏิบัติกันต่อไปก็มาอยู่ในพระไตรปิฎกด้วย อย่างเรื่องชาดก เฉพาะส่วนที่เป็นตัวคำสอนแท้ๆ คัมภีร์ที่นิพนธ์แม้หลังพุทธกาลก็มีบ้าง อย่างในสมัยสังคายนาครั้งที่ 3 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ประธานสังคายนา ท่านได้เห็นว่า พระในสมัยนั้นบางพวกมีความเชื่อถือวิปริตผิดแผกแตกออกไป ท่านก็เรียบเรียงคัมภีร์ขึ้นมาเล่มหนึ่ง เพื่อวินิจฉัยความเชื่อถือ หรือการสั่งสอนที่ผิดพลาดเหล่านั้นแต่การวินิจฉัยนั้นก็เป็นเพียงว่าท่านมาเชื่อมโยง โดยยกเอาคำสอนคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่โน้น ที่นี่ ในเรื่องเดียวกันนั้น มารวมกันไว้เป็นหลักฐานอ้างอิง เพื่อแสดงให้เห็นว่า เรื่องนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร เพื่อจะวินิจฉัยความเชื่อหรือคำสอนของผู้ที่เชื่อผิดพลาดไปนั้น อย่างนี้ก็กลายเป็นคัมภีร์ใหม่ แต่แท้จริง ก็เป็นการนำเอาพุทธพจน์ในเรื่องนั้นๆ มารวมไว้ในอีกลักษณะหนึ่ง โดยมีเรื่องราว หรือข้อคิด หรือข้อพิจารณาอะไรอย่างหนึ่งเป็นแกน

แต่ก็อย่างที่กล่าวแล้วว่า พระไตรปิฎกนี้เป็นประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ถือว่าเป็นมาตรฐาน เป็นของส่วนรวมที่พระสงฆ์ทั้งหมดโดยเฉพาะท่านที่เป็นครูอาจารย์และพระเถระ ที่รับผิดชอบการพระศาสนาต่างก็คอยจับตา คอยระแวดระวัง ถือเป็นสำคัญ ฉะนั้นใครจะไปเที่ยวใส่เติมอะไรลงไปไม่ได้ จะต้องเป็นที่ยอมรับกันอย่างแน่นอน และไม่ใช่ประเทศเดียวรักษาไว้ หลายๆ ประเทศต่างก็มี แล้วก็ต้องคอยทานเทียบกัน หมั่นตรวจสอบไม่ให้คลาดเคลื่อนกันไป รวมความก็คือให้จำไว้เลยว่า ประเทศพุทธศาสนาเถรวาททั้งหมด มีพระไตรปิฎกชุดเดียวกัน ซึ่งเนื้อหาเหมือนกันทั้งหมด แม้จะต่างกันในตัวอักษร จ ว บ้าง บางแห่ง หรือตกหล่นบางคำบ้าง ก็น้อยเต็มที ความสำนึกตระหนักมั่นนี้ อย่าว่าแต่ต่างประเทศเลย แม้แต่ประเทศไทยเรา ต่อไป ถ้าไม่เห็นความสำคัญ เราเองก็อาจจะทำให้เลือนลางคลาดเคลื่อน เวลาแปลคำว่า “สังคายนา” เป็นภาษาอังกฤษ เรามักไปเทียบกับภาษาฝรั่ง เช่น Council อย่างของศาสนาคริสต์ เขามี Vatican Council เป็นต้น เราก็แปลว่าเป็นการสังคายนา อันนั้นเป็นการแปลเพียงเทียบในบางแง่ความหมาย ซึ่งที่จริงไม่ เหมือนกันเลย

การประชุม Council ของศาสนาคริสต์นั้นเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการมาตกลงกันกำหนดหลักความเชื่อ และแม้แต่การวางนโยบายในการเผยแผ่ศาสนาของเขา แต่การสังคายนาในพระพุทธศาสนาเป็นการรักษาคำสอนเดิมของพระพุทธเจ้าไว้ให้ แม่นยำที่สุด ไม่ให้ใครมาเที่ยวแก้ไขให้คลาดเคลื่อนหรือตัดแต่งต่อเติม จะมาทำให้ตกหล่นก็ไม่ได้ ต่อเติมก็ไม่ได้ ต้องรักษาไว้ให้แม่นยำที่สุด เราเพียงมาตรวจเช็ค มาซักซ้อม ทบทวนกัน ใครที่เชื่อถือหรือสั่งสอนคลาดเคลื่อน หรือผิดแผกไป ก็มาปรับให้ตรงตามของเดิม

เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาเถรวาทจึงมีความภูมิใจโดยชอบธรรมว่า เรารักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้เป็นแบบเดิมแท้ ส่วนพระสูตรต่างๆ ของพระพุทธศาสนาแบบมหายานที่เป็นอาจริยวาท/อาจารยวาท เดี๋ยวนี้ก็รู้กันหมดแล้วว่าเป็นของที่แต่งขึ้นภายหลัง ไม่รักษาคำสอนเดิมแท้ๆไว้ ก็เลยคลาดเคลื่อนหรือหาย คัมภีร์ส่วนมากก็สาบสูญไป เขาก็เลยมายอมรับกันว่า คำสอนเดิมแท้ของพระพุทธเจ้าที่จะหาได้ครบสมบูรณ์ที่สุด ก็ต้องมาดูในพระไตรปิฎกบาลีของพระพุทธศาสนาเถรวาทของเรานี้ เรื่องนี้เป็นที่ยอมรับกันเป็นสากล คือนักปราชญ์ วงวิชาการทั่วโลก จะเป็นมหายาน หรือเถรวาท หรือเป็นวัชรยาน ก็รู้กันทั้งนั้น[3]

2.4 การสังคายนากับพระไตรปิฎก

พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ สมัยเมื่อใกล้จะปรินิพพานว่า  ธรรมวินัยที่เราแสดงแล้ว    บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ตามหลักฐานของพระเถระฝ่ายไทย กล่าวว่า การสังคายนามี 9 ครั้ง

2.4.1 ปฐมสังคายนา

หลังพระพุทธปรินิพพานแล้ว 21 วัน สาเหตุจากคำกล่าวของพระสุภัททะ โดยพระมหากัสสปเถระ  การทำสังคายนาครั้งแรก เกิดขึ้นภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 3 เดือน ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างเวภารบรรพต ใกล้กรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ในพระราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอชาตศัตรู โดยมีพระมหากัสสปเถระทำหน้าที่เป็นประธาน และเป็นผู้คอยซักถาม มีพระอุบาลีเป็นผู้นำในการวิสัชนาข้อวินัย และมีพระอานนท์เป็นผู้นำในการวิสัชนาข้อธรรม การทำสังคายนาครั้งนี้มีพระอรหันต์มาประชุมร่วมกันทั้งหมด 500 รูป ดำเนินอยู่เป็นเวลา 7 เดือน จึงเสร็จสิ้น

มูลเหตุในการทำสังคายนาครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อพระมหากัสสปเถระทราบข่าวการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าหลังจากพระองค์ปรินิพพานแล้วได้ 7 วัน บรรดาลูกศิษย์พระมหากัสสปเถระ เมื่อได้ทราบข่าวต่างพากันร้องไห้คร่ำครวญ แต่มีภิกษุอยู่รูปหนึ่งชื่อสุภัททะ ซึ่งเป็นภิกษุแก่ กล่าวว่า ท่านทั้งหลายจะร้องไห้กันไปทำไม เมื่อสมัยที่พระพุทธเจ้ายังอยู่ พระองค์ทรงเข้มงวดกวดขัน คอยชี้ว่านี่ถูก นี่ผิด นี่ควร นี่ไม่ควร ทำให้พวกเราลำบาก บัดนี้พระองค์ปรินิพพานไปแล้ว พวกเราจะได้ทำอะไรตามใจชอบเสียที เมื่อพระมหากัสสปเถระได้ฟังดังนี้ก็รู้สึกสลดใจ ดำริว่าแม้พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปใหม่ๆ ยังปรากฏผู้มีใจวิปริตจากธรรมวินัยถึงเพียงนี้ ถ้าปล่อยไว้นานเข้า คำสอนทางพระพุทธศาสนาอาจถูกบิดเบือนไปได้ จึงริเริ่มวางแผนการทำสังคายนา

2.4.2 ทุติยสังคายนา

หลังพระพุทธปรินิพพานแล้ว ๑๐๐ ปี สาเหตุจากภิกษุวัชชีบุตรประพฤติขัดพุทธบัญญัติ การทำสังคายนาครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 100 ที่วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ประเทศอินเดีย โดยมีพระยสะ กากัณฑกบุตร เป็นผู้ชักชวน พระเถระผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมทำสังคายนาครั้งนี้ได้แก่ พระสัพพกามี พระสาฬหะ พระขุชชโสภิตะ พระวาสภคามิกะ (ทั้งสี่รูปนี้เป็นชาวปาจีนกะ) พระเรวตะ พระสัมภูตะ สาณวาสี พระยสะ กากัณฑกบุตร และพระสุมนะ (ทั้งสี่รูปนี้เป็นชาวปาฐา) ในการนี้พระเรวตะทำหน้าที่เป็นประธานผู้คอยซักถาม และพระสัพพกามีเป็นผู้นำในการวิสัชนาข้อวินัย การทำสังคายนาครั้งนี้มีพระสงฆ์มาประชุมร่วมกัน 700 รูป ดำเนินการอยู่เป็นเวลา 8 เดือน จึงเสร็จสิ้น

ข้อปรารภในการทำสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พระยสะ กากัณฑกบุตร พบเห็นข้อปฏิบัติย่อหย่อน 10 ประการทางพระวินัยของภิกษุวัชชีบุตร เช่น ควรเก็บเกลือไว้ในเขาสัตว์เพื่อ รับประทานได้ ควรฉันอาหารยามวิกาลได้ ควรรับเงินทองได้ เป็นต้น พระยสะ กากัณฑกบุตรจึงชวนพระเถระต่างๆ ให้ช่วยกันวินิจฉัย แก้ความถือผิดครั้งนี้

โดยรายละเอียดของปฐมสังคายนาและการสังคายนาครั้งที่สอง มีกล่าวถึงในพระวินัยปิฎก จุลลวรรค แม้ในวินัยปิฎกจะไม่กล่าวถึงคำว่าพระไตรปิฎกในการปฐมสังคายนา และการสังคายนาครั้งที่สองเลย แต่ในสมันตัปปาสาทิกา ซึ่งเป็นอรรถกถาอธิบาย วินัยปิฎกนั้น บอกว่าการจัดหมวดหมู่คำสอนของพระพุทธศาสนา ให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างพระไตรปิฎกนั้น มีมาตั้งแต่ครั้งปฐมสังคายนาแล้ว

2.4.3 ตติยสังคายนา

หลังพุทธปรินิพพาน ๒๑๘ ปี สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช และหลังจากนั้นได้มีการส่งพระธรรมทูต 9 สายออกไปประกาศพระศาสนาในต่างแดน การทำสังคายนาครั้งที่สามเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 235 ที่อโศการาม กรุงปาฏลีบุตร ประเทศอินเดีย โดยมีพระโมคคลีบุตร ติสสเถระ เป็นประธาน การทำสังคายนาครั้งนี้มีพระสงฆ์มาประชุมร่วมกัน 1,000 รูป ดำเนินการอยู่เป็นเวลา 9 เดือน จึงเสร็จสิ้น

ข้อปรารภในการทำสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ มีพวกเดียรถีย์ หรือนักบวชศาสนาอื่นมาปลอมบวช แล้วแสดงลัทธิศาสนาและความเห็นของตนว่าเป็นพระพุทธศาสนา พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ จึงได้ขอความอุปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราชสังคายนาพระธรรมวินัยเพื่อกำจัดความเห็นของพวกเดียรถีย์ออกไป

ในการทำสังคายนาครั้งนี้ พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ ได้แต่งคัมภีร์กถาวัตถุ ซึ่งเป็นคัมภีร์หนึ่งในพระอภิธรรมไว้ด้วย และเมื่อทำสังคายนาเสร็จแล้ว ก็มีการส่งคณะทูตไปประกาศพระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ ในที่นี้มีพระมหินทเถระ ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่นำพระพุทธศานาไปประดิษฐานในลังกา รวมทั้งพระโสณะเถระและพระอุตตระเถระ ที่นำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ยังดินแดนสุวรรณภูมิด้วย

2.4.4 จตุตถสังคายนา

ได้มีการส่งพระธรรมทูต 9 สายไปประกาศศาสนาในต่างแดน และหลังจากศาสนาพุทธเข้าสู่ลังกาทวีป
มีการทำสังคายนาโดยมีพระมหินทเถระทำหน้าที่ปุจฉา  การทำสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 643 ที่เมืองชาลันธร แต่บางหลักฐานก็กล่าวว่าทำที่กัศมีร์หรือแคชเมียร์ การสังคายนาครั้งนี้มีลักษณะของศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเข้ามาผสม ทำให้ฝ่ายเถรวาทไม่นับว่าเป็นหนึ่งในการสังคายนา

2.4.5 ปัญจมสังคายนา

หลังจากกษัตริย์ครองลังกาพ้นมา 10 กว่าพระองค์ มีการประชุมสังคายนาโดยพระราชศรัทธาของพระเจ้าวัฏฏคามิณี มีพระพุทธธัตตะเถระเป็นประธาน มีการจารึกลงในใบลาน ในครั้งนี้  การทำสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 460 ที่อาโลกเลณสถาน มตเลชนบท ประเทศศรีลังกา โดยมีพระรักขิตมหาเถระเป็นประธาน การทำสังคายนาครั้งนี้เพื่อต้องการจารึกพระพุทธวัจนะเป็นลายลักษณ์อักษร

2.4.6 ฉัฎฐสังคายนา

ไม่ได้เป็นการสังคายนาชำระพระไตรปิฎกโดยตรงแต่เป็นการสังคายนาแปลอรรถกถาเดิมต่างๆ โดยพระพุทธโฆสะซึ่งเป็นพระมหาเถระในสำนักมหาวิหาร ในลังกา ที่พระพุทธศาสนาเจริญอยู่ ณ ที่นั้นโดยมีบันทึกการสังคายนาครั้งนี้ไว้ในหนังสือสังคีติยวงศ์

2.4.7 สัตตมสังคายนา

ก็เป็นการจัดทำสังคายนาอรรถกถาและฎีกาพระไตรปิฎก ในสมัยพระเจ้าปรักกมพาหุมหาราช แห่งลังการวงศ์โดยไม่ได้เป็นการชำระพระไตรปิฎกโดยตรง

2.4.8 อัฎฐมสังคายนา

เป็นการสังคายนาในช่วงดินแดนสุวรรณภูมิ พระเจ้าติโลกราชได้อาราธนาพระภิกษูผู้ทรงพระไตรปิฎกให้ชำระอักขระ(น่าจะเป็นอักษรขอมในยุคที่ขอมเฟื่องฟูในสุวรรณภูมิ)ในพระไตรปิฎกที่วัดโพธาราม (วัดเจดีย์เจ็ดยอด) เชียงใหม่

2.4.9 นวมสังคายนา

เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์สร้างขึ้น พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชศรัทธาอาราธนาให้คณะสงฆ์ดำเนินการสังคายหนาชำระพระไตรปิฎกและทรงให้จารึกลงบนใบลาน (เป็นอักษรขอม) ปิดทองทึบปกหน้าหลังและกรอบ เป็นพระไตรปิฎกฉบับหลวงที่เรียกว่า “พระไตรปิฎกฉบับทอง” (หรือ “ฉบับทองใหญ่” หรือ”ฉบับทองทึบ”)ห่อด้วยผ้ายก เชือกรัดถักด้วยไหมแพรเบญจพรรณ ฯล ใส่ตู้มุกเก็บรักษาไว้ที่หอพระมนเทียธรรมบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

2.4.10 ทสมสังคายนา*

พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธา ให้จัดสังคายนาชำระพระไตรปิฎกและคัดลอกตีพิมพ์เป็นอักษรไทยเป็นเล่มหนังสือ ขึ้น จึงเกิด พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย 39 เล่มชุดขึ้นมาครั้งแรกในประเทศสยามและในโลก

2.4.11  เอกาทสมสังคายนา

ในสมัยพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้สร้างพระไตรปิฎกเพื่อเป็นอนุสาวรีย์เชิดชูพระเกียรติยศพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับอักษรบาลีไทยขึ้นชื่อว่า “สยามรฏฺฐสฺส เตปิฏกํ” คือพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ(ภาษาอักษรบาลีไทย) จำนวน 45 เล่มชุดขึ้นมา

2.5 ปัญหาการนับครั้งการสังคายนา

การนับครั้งการสังคายนามีความแตกต่างกันในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับพระ พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นอกจากนี้ แม้ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทด้วยกันเองก็ยังนับครั้งการ สังคายนาไม่ตรงกัน ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

  • ประเทศศรีลังกา นับการสังคายนาสามครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และการสังคายนาที่ประเทศตนเองอีก 3 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายกระทำเมื่อ พ.ศ. 2408 โดยการสังคายนาครั้งนี้เป็นที่รู้กันเฉพาะในประเทศศรีลังกาเท่านั้น
  • ประเทศพม่า นับการสังคายนาสามครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และนับการสังคายนาครั้งที่ 2 ที่ลังกาเป็นครั้งที่ 4 ที่ประเทศพม่า และนับการสังคายนาที่ประเทศตนเองอีก 2 ครั้ง โดยครั้งสุดท้าย หรือครั้งที่ 6 ในพม่า มีชื่อเรียกว่าฉัฏฐสังคายนา เริ่มกระทำเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 การทำสังคายนาครั้งนี้ทำขึ้นเนื่องในโอกาสฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เพื่อพิมพ์พระไตรปิฎก อรรถกถา และคำแปลเป็นภาษาพม่า โดยได้เชิญพุทธศาสนิกชนจากหลายประเทศเข้าร่วมพิธี โดยเฉพาะจากประเทศ พม่า ศรีลังกา ไทย ลาว และกัมพูชา
  • ประเทศไทย นับการสังคายนาสามครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และครั้งที่ 1-2 ที่ลังกา แต่ในหนังสือสังคีติยวงศ์ หรือประวัติแห่งการสังคายนา ของสมเด็จพระวันรัต ได้นับเพิ่มอีก 4 ครั้ง คือ

[1] เรียบเรียงโดย อ.นวลจิต  อุทัยเชฎฐ์. http://kurunuanjit.tripod.com/prawad.html.

[2] http://www.geocities.com/b1111/t2.1. ความเป็นมาของพระไตรปิฎก. 1 กันยายน 2552.

[3] วัดใหม่พิเรนทร์. http://watmai.atspace.com/tipitaka2.htm

About these ads

Entry filed under: การศึกษาด้านธรรมะ. Tags: .

การสังคายนากับความเป็นมาของพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ตอนที่ 1 เรื่อง พระไตรปิฎก การสังคายนากับความเป็นมาของพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ตอนที่ 3 การสังคายนาพระไตรปิฎกในประเทศไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Trackback this post  |  Subscribe to the comments via RSS Feed


ปฎิทิน

มีนาคม 2010
พฤ อา
     
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

Most Recent Posts


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: