การสังคายนากับความเป็นมาของพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ตอนที่ 3 การสังคายนาพระไตรปิฎกในประเทศไทย

มีนาคม 5, 2010 at 6:04 pm ใส่ความเห็น

ความเป็นมาของพระไตรปิฎกในประเทศไทย

สำหรับพระไตรปิฎกฉบับไทย กล่าวได้ว่าในปัจจุบันฉบับไทยก็นับว่าสมบูรณ์หรือจะเรียกว่าสมบูรณ์ที่สุด ในการพิมพ์ซ่อมคราวต่อๆ ไป พระเถระท่านก็พยายามที่จะทำสารบาญค้นคำให้ดีขึ้น อันนี้พวกอินเดียบ่นว่าเราทำไว้ไม่ค่อยเรียบร้อยเวลาเขาเอาไปค้น ก็เพราะว่าหลายๆ ท่านด้วยกันทำไม่ได้เป็นแบบเดียวกัน มายุคหลังพระเถระที่ท่านแก้ไขในการพิมพ์ซ่อมฉบับที่หมดๆ คราวต่อไปนี่ ท่านก็พยายามทำสารบาญค้นธรรมให้ดียิ่งขึ้น แต่พระไตรปิฎกที่แปลเป็นภาษาต่างประเทศ คือแปลจากภาษาบาลีไปแล้วที่สมบูรณ์ที่สุด อยากจะให้เป็นภาษาไทย คือของที่เป็นภาษาอังกฤษเองเวลานี้ยังไม่หมด อยากให้เป็นที่สองของไทย แต่พม่าพอสังคายนาเสร็จแล้ว เวลานี้กำลังรุดหน้าใหญ่ในการทำแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาพม่าแต่ยังไม่เสร็จ ที่สมบูรณ์รองจากของไทยก็คือของอังกฤษ บางครั้งเขายังต้องขอให้ทางประเทศไทยคัดลอกจากคัมภีร์ใบลาน คือบางคัมภีร์ที่ยังไม่มีในประเทศอังกฤษ เป็นอักษรไทยก็ไม่ว่าละ คัดไปแล้วเขาไปอ่านเองไปจัดเป็นอักษรโรมันเอง คือเขาทำงานกันจริงเหมือนกันแม้ว่าในการคัดลอกนั้น จะต้องจ้างต้องลงทุนลงแรง เขายอมเสียสละเพื่อที่จะแปลพระไตรปิฎกให้ครบชุดให้ได้ แต่ว่าในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยเราเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีพระไตรปิฎกแปลครบสมบูรณ์ เพราะว่าพระไตรปิฎกนี่มากมายเหลือเกิน อย่างฉบับไทยเรามี 45 เล่ม นี่ถ้าจะแปลกันจริงๆ ไม่ใช่เล็กน้อยทีเดียว ลองเอาไปเทียบกับเอนไซโคลปีเดียแล้ว เพียงแต่ตัวพระไตรปิฎกเราก็เกินเอนไซโคลปีเดียไปเท่าไหร่ Britannica ก็มี 24 หรือ 25 เล่ม ทีนี้ก็ยังมีแปลกันจนจบ ทั้งของคุณสม พ่วงภักดี และของกรมการศาสนา ที่นับว่าเป็นการแปลอย่างมากที่สุด

เราน่าจะภาคภูมิใจว่าประเทศไทยเราได้มีพระไตรปิฎกฉบับที่สมบูรณ์ ปัญหาสำคัญมีอยู่ข้อหนึ่งคือปัญหาที่ว่า การทรงจำพระไตรปิฎกนั้น จะทำได้แค่ไหน เมื่อสังคายนาครั้งที่ 1 เสร็จแล้ว ได้มีการมอบงานกัน คือว่าองค์นี้พร้อมทั้งลูกศิษย์ช่วยกันจำส่วนนี้ องค์นี้พร้อมทั้งลูกศิษย์ช่วยกันจำส่วนนี้ แบ่งงานกันทำเพื่อจะได้จำได้สมบูรณ์ คือว่าไม่ใช่จำคนเดียวหมด 45 เล่มนี้ ท่องหมดก็ไม่ไหว เพียงเล่มเดียวก็นึกว่าแย่เหมือนกัน แต่ทีนี้ท่านแบ่งกันท่องจำ แล้วก็เพราะในสมัยนั้นไม่มีการจดก็ต้องใช้การจำ คือถ้ามีการจดเข้าเมื่อไหร่ การจำก็ไม่ค่อยจำเป็น ในสมัยที่ยังไม่มีการจด การจำเป็นของจำเป็นมาก เราก็ได้มีตัวอย่างการจำ อย่างในประเทศพม่า พระเถระที่จะสอบได้ชั้นสูงๆ นั้น ต้องว่าพระไตรปิฎกได้จบเป็นเล่มๆ พระลังกาที่ท่านได้เคยมีสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณสาธุศีลสังวร มาอยู่ในประเทศไทย เวลาเรามีอะไรสงสัยก็เคยไปถามท่านเหมือนกัน แล้วท่านก็ว่าปากเปล่าให้ฟัง มีการจำเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องการจำพระไตรปิฎก ไม่ใช่เป็นเรื่องเหลวไหล เป็นเรื่องที่แบ่งงานกัน จึงมีสำนักอาจารย์ที่เรียกว่า อาจารย์นี้ท่องจำพระไตรปิฎกหมวดยาวคือ พระสูตรยาวๆ อาจารย์นี้ท่องจำพระไตรปิฎกขนาดพระสูตรปานกลาง โดยนัยนี้การนำพระไตรปิฎกสืบต่อมาก็มีทางที่จะเป็นไปได้ ในปัจจุบันก็มีการท่องจำแบบที่ว่าทำอย่างไรจึงจะจำได้โดยไม่ต้องท่อง คือว่าถ้าท่องๆ ให้แต่น้อย และถ้าไม่ต้องท่องจะมีวิธีจำอย่างไร ถึงจะจำข้อความบางทีตั้ง ๕๐-๖๐ เรื่อง ติดต่อกันไม่ให้สับลำดับ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ[1]

3.2 การนับการสังคายนาในประเทศไทย

ไทยเรายอมรับรองการสังคายนาครั้งที่ 1,2 และ 3 ในอินเดีย   และครั้งที่ 1, 2, 3 และ 4 ในลังกา  ซึ่งกระทำเมื่อ  พ.ศ. 238,  พ.ศ. 433,  พ.ศ. 956 และ พ.ศ. 1587  รวมกันเป็น 7 ครั้ง

การสังคายนาครั้งที่ 8 ทำในประเทศไทย เมื่อประมาณ พ.ศ. 2020 พระเจ้าติโลกราช แห่งเชียงใหม่ได้อาราธนาพระภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฎกหลายร้อยรูปช่วยกันชำระพระไตรปิฎกที่วัดโพธาราม ใช้เวลา 1 ปี   จึงแล้วเสร็จ การสังคายนาครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 1 ในประเทศไทย

การสังคายนาครั้งที่ 9 ทำในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2331 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ได้ทรงอาราธนาพระสงฆ์ให้ชำระพระไตรปิฎก มีพระสงฆ์ 218 รูป กับราชบัณฑิตาจารย์อุบาสก 32 คน ช่วยกันชำระพระไตรปิฎก แล้วจารึกลงในใบลาน แล้วเสร็จใน 5 เดือน นับเป็นการสังคายนาครั้งที่ 2 ในประเทศไทย

3.3 การจารึกพระไตรปิฎกในประเทศไทยตามรัชสมัย

3.3.1 สมัยรัชกาลที่ 1

หลังจากพระไตรปิฎกฉบับหลวงฉบับแรกที่เป็นใบลาน ที่เรียกว่า ฉบับทอง หรือทองใหญ่ ทองทึบนั้นพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยังทรงโปรดให้สร้างพระไตรปิฎกขึ้นอีก 2 ฉบับคือ

  1. ฉบับรองทรง คือรองจากฉบับทองใหญ่ ซึ่งเป็นฉบับคัมภีร์ใบลาน เช่นกัน
  2. ฉบับทองชุบ เป็นชุดเล็ก อักษรขอมย่อตามแบบโบราณ และมีการสร้างพระไตรปิฎกจำลองพระราชาทานไปตามพระอารามหลวงทุกพระอารามอีกด้วยโดยให้ยืมฉบับหลวงไปคัดลอกเองตามวัดก็มี

3.3.2 สมัยรัชกาลที่ 2

เนื่องจากการยืมคัดลอกสมัยรัชกาลที่ 1 นั่น มีการส่งคืนต้นฉบับไม่ครบถ้วนหรือหลงลืมตามพระคัมภีร์ใบลานที่ให้ยืมไปคืน จึงทำให้บางส่วนขาดหายไปพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงให้มีการซ่อมแซมใบลานฉบับที่ขาดหายไปกับได้โปรดให้สร้างพระไตรปิฎกฉบับใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งจบที่เรียกว่า “ฉบับรดน้ำแดง”
เพราะปกใบลานที่ทำใหม่เขียนลายรดน้ำพื้นแดง และยังได้ทรงโปรดให้สร้างฉบับ “สังคายนาสวดมนต์” ขึ้นมาในการครั้งนี้ทรงให้แปลพระปริตรทั้งหลายจากอักษรขอมมาเป็นภาษาไทย

3.3.3 สมัยรัชกาลที่ 3

มีการสร้างพระไตรปิฎกเป็นจำนวนมากฉบับยิ่งกว่าในรัชกาลใดๆ และทำได้อย่างมีอักขระถูกต้องครบถ้วนเฉพาะฉบับที่ทรงโปรดให้สร้างสำหรับหอหลวงนั้นมีชื่อเรียกดังนี้

  1. ฉบับรดน้ำเอก บรรจงสร้างอย่างพิถีพิถันตั้งแต่การเลือกใบลาน ฝีมือจาร เขียน การทำลายรดน้ำที่ในการทำกรอบคัมภีร์ ป้าชื่อ ฯลฯ วิจิตรยิ่ง
  2. ฉบับรดน้ำโท ฉบับนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ในการสอบไล่พระปริยัติธรรม เหมือนฉบับลายรดน้ำเองแต่ฝีมือประณีตรองลงมา
  3. ฉบับทองน้อย ให้ช่างหญิงทำตามแบบ “ฉบับทองใหญ่” ของรัชกาลที่ 1 จึงเรียก ฉบับทองน้อย
  4. ฉบับอักษรรามัญ เป็นฉบับที่พระมอญนำมาจากเมืองรามัญนำมาถวาย

และยังทรงโปรดให้สร้างพระไตรปิฎกจบใหญ่สำหรับพระราชทานแก่พระอารามหลวงอีก 2 ฉบับ

  1. ฉบับเทพชุมนุม เรียกตามลายรดน้ำที่ปกเป็นรูปเทพชุมนุม พระราชทานไว้ที่วัดพระเชตุพนฯ
  2. ฉบับลายกำมะลอ พระราชทานไว้ให้ที่วัดราชโอรส

นอกจากนี้ยังมีพระราชประสงค์ให้แปลพระไตรปิฎกออกเป็นภาษาไทยโดยให้พระผู้จะเทศน์แปลแต่งเป็นภาษาไทยสำหรับถวายเทศน์ ทำให้มีการแปลพระไตรปิฎกแต่ละสูตรออกเป็นภาษาไทยไปเรื่อยๆ มีกานสอบสวนค้นคว้ากว้างขวางกันมากขึ้น

3.3.4 สมัยรัชกาลที่ 4

มีการตรวจชำระ และสร้างคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับใหม่สำหรับหอหลวงขึ้นอีกฉบับชื่อว่า”ฉบับล่องชาติ” ตามด้านข้างที่ปิดทองสลับชาด

3.3.5 สมัยรัชกาลที่ 6

ทรงโปรดให้สร้างพระไตรปิฎกขึ้น 2 ฉบับคือ

  1. ฉบับทองทึบ สร้างแบบเดียวกับในรัชกาลก่อนๆ ลงในใบลานสำหรับหอหลวง
  2. ฉบับพิมพ์ โดยทรงให้จัดพิมพ์ลงกระดาษเย็บเป็นเล่มแบบสมัยใหม่

แทนผูกใบลานจึงมีการตรวจทานพระไตรปิฎกสองอักษร คือฉบับอักษรขอม และอักษรรามัญ ที่มีอยู่ให้ถูกต้องตรงกันแล้วจัดพิมพ์ขึ้นเป็นอักษรไทย มีจำนวน 39 เล่ม (ซึ่งยังมีเนื้อหาไม่ครบ โดยคาดไว้ก่อนว่าจะเป็น 47 เล่ม)

ต่อมาในรัชการที่ 7 จึงมีการเพิ่มส่วนที่ขาดไปไม่ครบเพิ่มเติมอีก 6 เล่ม จนกลายเป็น 45
เล่มในสมัยรัชกาลที่ 7) จึงเป็นพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ครั้งแรก เป็นพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีอักษรไทย
และมีการพระราชทานออกไปกว้างขวางถึงคฤหัสถ์ และพระราชทานไปยังประเทศต่างๆ สถานศึกษาต่างๆ ที่ขอมาทำให้พระไตรปิฎกฉบับของไทยแพร่หลายไปทั่วโลก


3.3.6 สมัยรัชกาลที่ 7

ทรงโปรดให้มีการสร้างพระไตรปิฎกเพื่อเป็นอนุสาวรีย์และอุทิศพระราชกุศลถวายแด่พระเชษฐาคือพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เรียกว่า “พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ” ขึ้นมา โดยมีตราช้างเป็นเครื่องหมาย และมีจำนวนชุด 45 เล่ม โดยเป็นการเพิ่มเติมฉบับใบลานหลวง ตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 ในส่วนที่ยังขาดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ถือเป็นพระไตรปิฎกฉบับอักษรบาลีไทยที่พิมพ์ครบถ้วนบริบูรณ์

3.3.7 สมัยรัชการที่ 9

เป็นยุคทองของพระไตรปิฎก คือมีการถ่ายทอดแปลลงสู่ภาษาไทย ทำให้ประเทศไทยมีพระไตรปิฎกประจำชาติที่สมบูรณ์ขึ้นมาอีกชุดหนึ่งนั่นคือ ชุดฉลอง 25 พุทธศตวรรษ 2500 ในประเทศไทย โดยมีการเริ่มดำเนินงานแปลพระไตรปิฎกมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2483 (สมัยรัชกาลที่ 8) และได้พิมพ์ออกเป็นพระไตรปิฎกอีก 2 ฉบับในรัชกาลที่ 9 นี้เอง กล่าวคือ

  1. ฉบับที่แปลตามความในภาษาบาลีไทยในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ และ  พิมพ์เป็นเล่มสมุด เรียกว่า”พระไตรปิฎกภาษาไทย”
  2. ฉบับที่แปลโดยสำนวนเทศนา สำหรับพิมพ์ลงใบลานเป็นคัมภีร์ใช้ในเวลาเทศน์ เรียกว่า “พระไตรปิฎกเทศนาฉบับหลวง”

ต่อมาจึงได้จัดแปลพระไตรปิฎกส่วนที่พระไตรปิฎกเทศนาฉบับหลวง ไม่ได้แปลลงไว้ เพิ่มขึ้นจนครบถ้วนรวมพิมพ์ขึ้นมาเพื่อจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม เป็นพระวินัยถึง 13 เล่ม พระสูตร 42 เล่ม และพระอภิธรรมถึง 25 เล่ม ทำให้มี “พระไตรปิฎกภาษาไทย” ฉบับพิมพ์เป็นรูปเล่มรวมชุดถึง 80 เล่มโดยแบ่งเพื่อให้เท่ากับพระชน- มายุ 80 พรรษาของพระพุทธเจ้า มาเป็นอนุสรณ์การจัดงานเฉลิมฉลอง 25 ปีพุทธศตวรรษ
3.4       ประวัติการชำระและพิมพ์พระไตรปิฎก 5 สมัย ในประเทศไทย

3.4.1 สมัยที่ 1 ชำระและจารึกลงในใบลาน

กระทำที่เมืองเชียงใหม่ สมัยพระเจ้าติโลกราช ประมาณ พ.ศ. 2020 ตัวอักษรที่ใช้ในการจารึก คงเป็นอักษรแบบไทยล้านนา ซึ่งคล้ายกับอักษรพม่า

3.4.2 สมัยที่ 2 ชำระและจารลงในใบลาน

กระทำที่กรุงเทพ ฯ  เมื่อ พ.ศ. 2331 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ให้ชำระและแปลฉบับอักษรลาวและอักษรรามัญ เป็นอักษรขอม ใส้ตู้ไว้ใน  หอมณเฑียรธรรม และถวายพระสงฆ์ไว้ทุกพระอารามหลวง

3.4.3 สมัยที่ 3 ชำระและพิมพ์เป็นเล่ม

กระทำที่กรุงเทพ ฯ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ  เมื่อปี พ.ศ. 2331  ถึง พ.ศ. 2336 ได้คัดลอกตัวอักษรขอมในคัมภีร์ใบลาน  เป็นตัวอักษรไทย และชำระแก้ไข  แล้วพิมพ์เป็นเล่มหนังสือรวม 39 เล่ม มีการประกาศสังคายนา แต่คนทั่วไป  ไม่ถือว่าเป็นการสังคายนา พิมพ์ออกมา 1,000 ชุด นับว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย  ที่มีการพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่มด้วยตัวอักษรไทย ในการพิมพ์ครั้งนี้พิมพ์ได้ 39 เล่มชุด  ยังไม่ได้พิมพ์อีก 6 เล่ม มาพิมพ์เพิ่มเติมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ

3.4.4 สมัยที่ 4 ชำระและพิมพ์เป็นเล่ม

กระทำที่กรุงเทพ ฯ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ เมื่อปี พ.ศ. 2468 ถึง พ.ศ. 2473 เรียกว่าพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ พิมพ์ 1,500 จบ   พระราชทานในพระราชอาณาจักร 200 จบ พระราชทานในนานาประเทศ 450 จบ อีก 850 จบ   พระราชทานแก่ผู้บริจาคทรัพย์ขอรับหนังสือพระไตรปิฎก

ผลจากการส่งพระไตรปิฎกไปต่างประเทศ ทำให้มีผู้พยายามอ่านอักษรไทย เพื่อให้สามารถ  อ่านพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยได้ และได้มีภิกษุชาวเยอรมันเขียนหนังสือสดุดีไว้ว่า พระไตรปิฎกฉบับ   ของไทยสมบูรณ์กว่าฉบับพิมพ์ด้วยอักษรโรมัน ของสมาคมบาลีปกรณ์ในอังกฤษ เป็นอันมาก

3.4.5 สมัยที่ที่ 5

มีประกาศพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เรื่องสังคายนาพระธรรมวินัยตรวจชำระพระไตรปิฎกลงวันที่ 29 ตุลาคม 2528 ปรารภคำถวายพระพรของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหานังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธ เห็นสมควรดำเนินการสังคายนาพระธรรมวินัยชำระพระไตรปิฎกฉบับหลวง เฉลิมพระเกียรติในศุภวาระดิถีมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 และรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ได้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการสังคายนาพระธรรมวินัยตรวจชำระพระไตรปิฎก เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2528 และสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการสังคายนาพร ะธรรมวินัยตรวจชำระพระไตรปิฎกคณะต่าง ๆ รวม 7 คณะ ได้เร่งรัดตรวจชำระจัดพิมพ์แล้วเสร็จ ทันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530

3.5 พระไตรปิฎกฉบับเอกชนจัดพิมพ์

  1. ฉบับแปลเป็นไทยอย่างพิสดาร (คัมภีร์ใบลาน) ฉบับ ส.ธรรมภักดี พ.ศ. 2481 – 2487
  2. ฉบับแปลเป็นไทยอย่างพิสดาร (ฉบับพิมพ์เป็นเล่ม) ฉบับ ส.ธรรมภักดี พ.ศ. 2500
  3. ฉบับแปลเป็นไทยสำหรับเทศนา (คัมภีร์ใบลาน) ฉบับ ส.ธรรมภักดี พ.ศ. 2484
  4. ฉบับแปลเป็นไทยอย่างย่อ (คัมภีร์ใบลาน) สำหรับใช้เทศน์ในเวลาเข้าพรรษา ฉบับ ส.ธรรมภักดี พ.ศ. 2497
  5. ฉบับแปลภาษาไทยอย่างย่อโดยใจความสำคัญ มี 1 เล่ม ฉบับ นายสุชีพ ปุญญานุภาพ พ.ศ. 2501-2502 (ปัจจุบันมีรวมย่อ 1 เล่ม)
  6. ฉบับแปลภาษาไทยอย่างย่อ ทั้งพระไตรปิฎก มี 1 เล่ม ฉบับ พระอมรมุนี (จับ ฐิตธมฺโม) เรียบเรียง
    มหามกุฎราชวิทยาลัยจัดพิมพ์ พ.ศ. 2493
  7. พระไตรปิฎกและอรรถกถาฉบับภาษาไทย จำนวน 91 เล่ม ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัยจัดพิมพ์
  8. พระไตรปิฎกภาษาอักษรบาลีไทย จำนวน 45 เล่ม ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจัดพิมพ์
  9. พระไตรปิฎกภาษาไทย จำนวน 45 เล่ม ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจัดพิมพ์

เท่าที่ย่อความประวัติความเป็นมาของพระไตรปิฎกฉบับต่างๆ มาให้ จะเห็นได้ว่า ฉบับไหนก็มีเนื้อหาเดียวกันทั้งสิ้น เพราะที่มาถึงในประเทศไทยได้สืบทอดกันมาจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระธรรมทูตออกเผยแพร่หลังการสังคายนา ไปสู่ดินแดนต่างๆ 9 สายและมายังสุวรรณภูมิโดยพระมหินทะเถระและพระอนุรุทธเถระ เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องในเชิงประวัติศาสตร์อีกด้วย สำหรับพระไตรปิฎกที่ม.มหิดลจัดทำขึ้น ก็ล้วนแต่เป็นการเรียบเรียงของเดิมที่มีอยู่จำไม่ได้ว่าทางมหิดลอ้างอิงฉบับไหนใช้ อาจจะใช้เทียบเคียงหลายฉบับทีเดียว

สำหรับความคิดเห็นส่วนตัว เห็นว่าพระไตรปิฎกฉบับแปลภาษาไทยที่น่าจะใช้อ่านมากที่สุดคงจะเป็นฉบับหลังสุดที่มีการทำขึ้น คือฉบับที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จัดพิมพ์ล่าสุด สมโภช 5 รอบพระชันษาสมเด็จพระราชินี 45 เล่มที่เป็นปกสีฟ้า แต่ชุดนี้ มีเพียงพระไตรปิฎกอย่างเดียว

สำหรับฉบับ 91 เล่มของมหามกุฎราชวิทยาลัย นั้นมีอรรถกถาแปลไว้ให้ด้วย ต่อท้ายพระไตรปิฎกแต่ละส่วนไว้เลย เท่าที่ทราบมา ในขณะที่มีกลุ่มพุทธศาสนากำลังดำเนินงานแปลอรรถกถาและฎีกาต่างๆ ออกมาให้เป็นคัมภีร์ไว้ใช้ค้นคว้ากันอยู่อีกมากมายนะคะ ซึ่งก็กำลังรอผลงานใหม่ๆ ออกมาอยู่ด้วยเหมือนกัน

3.6 การแปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีเป็นไทย

การแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย  ได้กระทำกันมาช้านานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ  ได้โปรดเกล้า ฯ ให้จัดแปลไว้เป็นจำนวนมาก   ในรัชสมัยต่อ ๆ มา  การแปลก็ยังคงดำเนินไปเป็นครั้งคราว  ส่วนใหญ่จะแปลพระสุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกมีน้อย  สำนวนโวหารในการแปลก็ผิดกันมาก เพราะต่างยุคต่างสมัย

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อปี พ.ศ.2483 สมเด็จ พระอริยวงศาคตญาณ  สมเด็จพระสังฆราช (แพ  ติสสเทว) วัดสุทัศน์เทพวราราม ทรงปรารภว่า พระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี  ผู้ใคร่ศึกษาต้องรู้ภาษาบาลีอย่างลึกซึ้ง จึงจะศึกษาได้สมประสงค์ แม้มีผู้รู้แปลสู่ภาษาไทยอยู่บ้าง  ก็เลือกแปลเฉพาะบางตอน  ไม่ตลอดเรื่อง ถ้าสามารถแปลจบครบบริบูรณ์ ก็จะเป็นอุปการคุณแก่ พุทธบริษัทชาวไทยอย่างใหญ่หลวง  ในต่างประเทศ  ได้มีนักปราชญ์อุตสาหะแปลบาลีพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท  ออกเป็นภาษาของเขาแล้ว  สำหรับฝ่ายมหายานนั้น ได้มีการแปลพระไตรปิฎก จากฉบับภาษาสันสกฤต  ออกเป็นภาษาของชาวประเทศที่นับถือลัทธิมหายาน มาแล้วช้านาน การที่นักปราชญ์ดังกล่าวจัดแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาของเขา ก็ด้วยเห็นประโยชน์ที่มหาชนชาวประเทศนั้น ๆ จะพึงได้รับการศึกษาพระไตรปิฎกเป็นสำคัญ จึงเป็นการสมควรด้วยประการทั้งปวง  ที่จะคิดจัดแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยให้ตลอดสาย จะเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติแห่งพระมหากษัตริย์  และประเทศไทยให้ปรากฎไปในนานาประเทศ แต่เนื่องด้วยการนี้เป็นการใหญ่  เกินวิสัยที่เอกชนคนสามัญจะทำให้สำเร็จได้   จึงขอให้กระทรวงธรรมการ นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ   จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ  ให้รับการจัดแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย  ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถวายให้สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานในการนี้  ให้กรมธรรมการเป็นผู้อำนวยการฝ่ายคฤหัสถ์ จัดพิมพ์  พระไตรปิฎกเป็นสมุดตีพิมพ์และลงในใบลาน เพื่อเผยแพร่แก่พุทธบริษัทสืบไป

คณะกรรมการแปลพระไตรปิฎก เริ่มดำเนินการแปลตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2483 โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

  1. แปลโดยอรรถ ตามความในบาลีพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ  สำหรับพิมพ์เป็นเล่มสมุด เรียกว่า  “พระไตรปิฎกภาษาไทย
  2. แปลโดยสำนวนเทศนา  สำหรับพิมพ์ลงใบลาน เป็นคัมภีร์เทศนา เรียกว่า “พระไตรปิฎกเทศนาฉบับหลวง”   แบ่งออกเป็น 1,250 กัณฑ์ โดยถือเกณฑ์พระอรหันต์ 1,250 รูป เมื่อคราวจตุรงคสันนิบาตในสมัยพุทธกาล เป็นพระวินัยปิฎก 182 กัณฑ์ พระสุตตันตปิฎก 1,054 กัณฑ์   พระอภิธรรมปิฎก 14 กัณฑ์ พิมพ์ลงใบลานเสร็จเรียบร้อยเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2492

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2495 รัฐบาลไทยดำริจะจัดทำพิธีฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ ในปี พ.ศ. 2500
คณะสังฆมนตรีพิจารณาเห็นสมควร  จัดสร้างพระไตรปิฎกภาษาไทย  ซึ่งคณะสงฆ์ได้ตั้งกรรมการจัดแปล   และกำลังตรวจสำนวน  ทำต้นฉบับสำหรับพิมพ์อยู่แล้วนั้น  เพื่อเป็นอนุสาสนีย์เนื่องในงานนั้นด้วย
จึงได้กำหนดจำนวนหนังสือที่จะพิมพ์ จากจำนวนที่กำหนดไว้เดิม 1, 000 จบ เป็น 2,500 จบ เพื่อให้เหมาะสมแก่งานฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ

ในปี พ.ศ. 2514  กรมศาสนาได้ดำเนินการจัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 2 เห็นว่าจำนวนเล่มที่พิมพ์ ครั้งแรกชุดละ 80  เล่ม  เพื่อให้ไม่หนาเกินไป  และมีจำนวนเล่มเท่าจำนวนพระชนมายุของพระพุทธเจ้า   แต่ทำให้การอ้างอิงไม่ตรงกับเล่มในฉบับบาลี ซึ่งมีอยู่ 45 เล่ม ในการพิมพ์ครั้งนี้จึงพิมพ์จบละ 45 เล่ม    และประจวบกับปี พ.ศ. 2514 นับเป็นมหามงคลสมัยซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติมาบรรจบครบ 25 ปี  ทางราชการได้จัดพระราชพิธีรัชดาภิเษก ถวายเป็นการเฉลิมพระเกียรติ   จึงตกลงเรียกพระไตรปิฎกฉบับนี้ว่า  พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง” จัดพิมพ์จำนวน 2,000 จบ จบละ 45 เล่ม[2]


[1] อาจารย์สุชีพ  ปุญญานุภา. ความรู้เรื่องพระไตรปิฎก ความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท.

[2] http://www.heritage.thaigov.net/religion/tripitok/tripitok.htm . 1 กันยายน 2552.

About these ads

Entry filed under: การศึกษาด้านธรรมะ. Tags: .

การสังคายนากับความเป็นมาของพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ตอนที่ 2 เรื่องการสังคายนา การสังคายนากับความเป็นมาของพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ตอนที่ 4 เรื่อง ความก้าวหน้าของพระไตรปิฎกในประเทศไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Trackback this post  |  Subscribe to the comments via RSS Feed


ปฎิทิน

มีนาคม 2010
พฤ อา
     
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

Most Recent Posts


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: