ความรู้ด้านหลักพุทธธรรม ตอนที่ 4 การเผยแผ่หลักพุทธธรรม

มีนาคม 5, 2010 at 5:09 pm ใส่ความเห็น

เมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่สังคมไทยเรา วัฒนธรรมประเพณีของไทยจึงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับศาสนา วิถีชีวิตไทย มีพุทธธรรมเป็นฐาน ฐานวัฒนธรรมไทยก็คือพุทธธรรม ฐานของภาษาไทยก็คือพุทธธรรม ฐานวรรณกรรมไทยก็อาศัยพุทธธรรม ฐานแห่งสังคมไทยก็อาศัยพุทธธรรม ฐานของคติไทยก็ใช้พุทธธรรม ฐานแห่งถาวรวัตถุในประเทศไทยก็อาศัยพุทธธรรม ฐานของหลักกฎหมายไทยก็อาศัยพุทธธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทยส่วนใหญ่ก็อาศัยพุทธธรรม[1]

ซึ่งได้ซึมซาบเข้าสู่วิถีความเป็นไทยกลายเป็นขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมจารีตประเพณีอันดีงาม นับจากอดีตคือ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงธนบุรี และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธศาสนาถือได้ว่ามีความสัมพันธ์กับวิถีความเป็นไทย และถือได้ว่าเป็นศาสนาประจำชาติของไทย ความเจริญของศาสนาก็เท่ากับว่าเป็นความเจริญของประเทศชาติ

นักเผยแผ่ หรือ “พระสงฆ์” คือหมู่ชนที่ศึกษาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งในด้านการศึกษา การปฏิบัติ การเผยแผ่ และการดูแลรักษาพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า เพื่อนำหลักธรรมมาช่วยชาวโลกให้พ้นจากความทุกข์ สมดังเจตนารมณ์ที่พระพุทธองค์ได้ประทานไว้ในคราวเมื่อส่งพระสงฆ์ไปประกาศพระศาสนาครั้งแรกว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่ทวยเทพ และมนุษย์ พวกเธอจงอย่าได้ไปทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์บริสุทธิ์”[2]

การเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะพระสงฆ์เท่านั้น คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ถ้าหากเคยศึกษาหรือมีความรู้ในทางพุทธศาสนาเป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถที่จะทำหน้าที่ในการเผยแผ่หลักธรรมได้เช่นเดียวกัน พระพุทธองค์ทรงฝากศาสนาไว้กับพุทธบริษัททั้ง 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ในอดีตก็มี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่เป็นนักเผยแผ่ที่มีชื่อเสียง และได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้า ว่าเป็นผู้เลิศในการเผยแผ่ธรรมะในตำแหน่งเอตทัคคะไว้ครบทั้ง 4 บริษัท ดังนี้ คือ

ในภิกษุบริษัท ทรงยกย่องพระปุณณมันตาณีบุตรว่าเป็นผู้เลิศในทางเป็นพระธรรมกถึก ในภิกษุณีบริษัททรงยกย่องพระธรรมทินนาเถรีว่าเป็นผู้เลิศในทางเป็นพระธรรมกถึก ในอุบาสกบริษัท

4.1  หลักการนำพุทธธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน

ขอกล่าวถึง 2 ประเด็นดังต่อไปนี้

4.1.1 แรงจูงใจ จุดเริ่มต้นสำหรับการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ แรงจูงใจในการกระทำของมนุษย์ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

4.1.1.1        ความพอใจ ชอบใจ ยินดี อยาก รักใคร่ ต้องการ ที่ไม่ดี ไม่สบาย ไม่เกื้อกูล เป็นอกุศล เรียกว่า “ตัณหา

คำว่าตัณหา[3] คือ อาการของจิตหรือวิญญาณที่แสดงตัวออกมาเป็นความหิว กระหาย ไม่รู้จักอิ่มและอยากไม่หยุด เรียกสั้น ๆ ว่า ความอยาก นั้นเอง  แบ่งออกได้เป็น

  • ตัณหา 3 ประกอบด้วย
    • กามตัณหา คือ ความอยากได้กาม อีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งเร้าที่กระตุ้นวิญญาณให้คิดอยากได้ให้รักใคร่ 6 อย่าง ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสทางกาย และสิ่งสัมผัสทางใจ หรือจะจำกัดความว่าตัณหาในกามคุณ 5 ก็ได้ (สงฺคณี อ.522) ว่า ตัณหาในแง่ของความชื่นชอบกาม ในอารมณ์ 6 ก็ได้ (ปญฺจ.อ.312)
    • ภวตัณหา คือ ความอยากให้กามนั้นยั่งยืนอยู่กับตนตลอดไป และอาจกล่าวได้ว่า (ปญฺจ.อ.312)เป็นความอยากความใคร่ที่ประกอบด้วยภวทิฎฐิ (คือสัสสตทิฐิ ความเห็นว่าเที่ยง)
    • วิภวตัณหา คือ ความอยากให้กามนั้นพ้นไปจากตน ซึ่งอาจเทียบได้กับ Libido, Life-instinct และ death-instinct ของ Freud ได้บางแง่ แต่ไม่ใช่ตรงกันทีเดียว (ปญฺจ.อ.312) และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นความอยากความใคร่ที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ)

ซึ่งความอยาก 3 สภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นหมุนเวียนเป็นอาการของจิตหรือวิญญาณอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน

ดังภาพที่ 1 : ภาพการหมุนเวียนของตัณหา

  • ตัณหา 6 ประกอบด้วย
    • รูปตัณหา คือ ความอยากในรูป
    • สัททตัณหา คือ ความอยากในเสียง
    • คันธตัณหา คือ ความอยากในกลิ่น
    • รสตัณหา คือ ความอยากในรส
    • โผฎฐัพพตัณหา คือ ความอยากในสิ่งสัมผัสทางกาย
    • ธัมมตัณหา คือ ความอยากในสิ่งสัมผัสทางใจ
  • ตัณหา 18 ก็คือ ตัณหา 3 ผสมกับตัณหา 6 กล่าวคือ ตัณหา 6 แต่ละข้อย่อมมีตัณหา 3 สภาพเกิดขึ้นด้วยเสมอ
  • ตัณหา 36 แบ่งออกเป็นตัณหาภายใน 18 และ ตัณหาภายนอก 18
  • ตัณหา 108 ก็คือ ตัณหา 36 นั้นเองที่แบ่งออกตามกาลเวลา คือ เป็นอดีต (ผ่านมาแล้ว) 36, เป็นปัจจุบัน (ยังเกิดอยู่) 36, และเป็นอนาคต (ยังมาไม่ถึง) 36

ซึ่งหลักสำคัญเกี่ยวการเกิดตัณหาก็คือ เวทนา (เวทนาปจฺจยา ตณฺหา)โดยมี อวิชชา (ทำให้คนเราทำได้ทั้งบาปและบุญ) หรือ กิเลส เป็นตัวตั้ง ตามหลักปฎิจจสมุปบาท[4] คือ ความรู้สึกสุขทำให้เกิดความชอบ ความรู้สึกเป็นทุกข์ทำให้เกิดความไม่ชอบ ความรู้สึกเฉยๆ ทำให้เกิดความไม่ชอบก็ได้ ลักษณะของอาการที่เป็นปัจจัย คือ

  • ความรู้สึกเป็นสุข (สุขเวทนา) คือการทำให้เกิดความชอบ หมายถึง การทำให้เกิด ความอยากต่าง ๆ คือ อยากได้ อยากให้คงอยู่และอยากได้ใหม่มาแทนที่
  • ความรู้สึกเป็นทุกข์ (ทุกขเวทนา) คือ ทำให้เกิดความไม่ชอบ หมายถึง ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่าง ๆ ความไม่อยากต่าง ๆ คือ เบื่อหน่ายของเก่าอยากได้ของใหม่มาทดแทน เป็นต้น
  • ความรู้สึกกลาง ๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ (อุเบกขาเวทนา) คือ ทำให้เกิดความชอบหรือไม่ชอบก็ได้ หมายถึง ทำให้เกิดความอยากหรือความเบื่อหน่ายในเวลาต่อมา เพราะความรู้สึกกลาง ๆนั้นอยู่กลางระหว่างความรู้สึก เป็นสุขกับความรู้สึกเป็นทุกข์ ซึ่งความรู้สึกที่เกิดต่อจากความรู้สึกกลาง ๆ นั้น จะเป็นสุขหรือทุกข์ก็แล้วแต่ว่าความรู้สึกกลาง ๆ นั้นจะเอนเอียงไปข้างไหน แต่โดยทั่ว ๆ ไปจะเอนไปทางความสุขมากกว่า

ซึ่งทั้งสามประเด็นก็ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโดยลักษณะอาการที่เป็นอุปนิสสยปัจจัยทั้งสิ้น

4.1.1.2         ความพอใจ ชอบใจ ยินดี อยาก รักใคร่ ต้องการ ที่ดีงาม สบาย เกื้อกูล เป็นกุศล เรียกว่า “ฉันทะ” ซึ่งในที่นี้ หมายถึง กุศลธรรมฉันทะที่เรียกสั้น ๆ ว่า กุศลฉันทะ หรือ ธรรมฉันทะ

กุศลธรรมฉันทะ พึงเทียบกับ กุศลธรรมอสันตุฎฐี (อสนฺตฎฐิตา กุสเลสุ ธมฺเมสุ) คือ ความไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญเกื้อหนุนการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมควรมีคู่กับความเพียรพยายาม ไม่ท้อถอย[5] และยังแปลได้ว่า ฉันทะในกุศลธรรม คือ ความพอใจ ความไม่ชอบ ความอยากในสิ่งที่ดีงาม กุศลฉันทะ แปลว่า ฉันทะในกุศล ถึงแม้ว่าจะตัดคำว่าธรรมออกก็มีความหมายเท่าเดิม คือ ตรงกับกุศลธรรมฉันทะเท่านั้นเอง กุศล แปลว่า ดีงาม ฉลาด เกื้อกูล คล่อง สบาย ไร้โรค ไปเพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ตนและคนอื่น ตามหลักความหมายของ กุศล มี 3 อย่างคือ

4.1.1.2.1               อาโรคยะ คือ ความไม่มีโรค,มีสุขภาพดี

4.1.1.2.2               อนวัชชะ คือ การไร้โทษ และ

4.1.1.2.3               โกสัลลสัมภูต  คือ เกิดจากความฉลาดหรือเกิดจากปัญญา

นอกจากนี้ยังแปลว่า มีผลเป็นสุข (สุขวิบาก) เกษม (เขมะ) เป็นต้นก็ได้ [6] ส่วนธรรมฉันทะ แปลว่า ฉันทะในธรรม หรือ ความต้องการในธรรม คำว่า ธรรม ที่มาในคำว่า กุศลธรรม มีความหมายกลาง ๆ คือ แปลว่า สิ่งหรือหลัก แต่เมื่อแยกออกมาใช้ลำพังเดี่ยว ๆ ก็อาจแปลความหมายได้กว้างขึ้น ความหมายของหลักธรรมในกรณีนี้มี  2  อย่างคือ

  • ความจริง คือ สภาวธรรมหรือคำสอนที่แสดงสภาวธรรมนั้น ตรงกับที่บัดนี้ใช้คำว่าสัจธรรม และ
  • ความดีงาม สิ่งที่ดีงาม หรือภาวะที่ดีงาม คือ คุณธรรม ปัจจุบัน ดูเหมือนนิยมเรียกส่วนหนึ่งของความหมายนัยนี้ว่า จริยธรรม

ดังนั้น ธรรมฉันทะ จึงแปลได้ว่า ฉันทะในความจริง ฉันทะในความดีงาม หรือ ความต้องการความจริง ความต้องการสิ่งที่ดีงาม ความต้องการความจริงเล็งไปถึงความรู้ คือ เท่ากับพูดว่าต้องการความรู้จากความจริง ต้องการเข้าถึงตัวธรรม คือ ตัวจริง ตัวแท้ ความหมายที่แท้จริง เนื้อหาสาระที่เป็นแก่นแท้ ภาวะที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลาย ตลอดจนความดีงามที่เป็นคุณค่าอันแท้จริงของสิ่งนั้น ๆ

ส่วนด้านความต้องการความดีงามก็เล็งถึงการกระทำ ตลอดจนความดีงามที่เป็นคุณค่าอันแท้จริงของสิ่งนั้น ๆ คือ ต้องการทำให้สิ่งที่ดีงามเกิดขึ้น โดยนัยนี้ธรรมฉันทะก็แปลได้ว่า ความใฝ่ความจริงหรือความรักความจริง ความใฝ่ในสิ่งที่ดีงามหรือความรักความดีงาม (ใฝ่ดี รักดี) และกินความถึงความอยากรู้อยากทำ หรือใฝ่รู้ใฝ่ทำ อาจใช้คำสั้น ๆ คำเดียวว่า ความใฝ่ธรรม

เป็นอันว่า สิ่งที่เป็นฉันทะต้องการ ก็คือ ธรรม หรือ กุศล(ธรรม) นั้นคือ ความจริงและสิ่งที่ดีงาม ฉันทะนำไปสู่อุตสาหะ[7] หรือไม่ก็กล่าวไว้นำหน้าวิริยะโดยมีโยนิโสมนสิการเป็นสมุฎฐาน[8] คือ การคิดแยบคาย คิดอย่างถูกวิธี รู้จักคิด หรือเรียกว่า คิดเป็น

อาจสรุปวิธีและประเด็นในการดำเนินชีวิตด้วยแรงจูงใจได้ง่าย ตามตารางที่ 1 ดังนี้[9]

ตัณหา ฉันทะ
ความหมายเบื้องต้น -ความอยาก ความอยากเป็น อยากไม่เป็น และ ความต้องการเสพ - ความยินดี พอใจ ความใฝ่ รัก อยาก คือ ใฝ่ธรรม ใฝ่ดี ใฝ่สัจจะ อยากรู้ อยากทำ และ ต้องการธรรม
ความหมายตามหลัก -ความอยากได้สิ่งเสพเสวยที่อำนวยสุขเวทนา อยากในภาวะมั่นคงถาวรของอัตตา อยากให้อัตตาพราก ขาดหายสูญสิ้นไปจากภาวะที่ไม่ปรารถนา -ความยินดีในภาวะที่สิ่งนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ดี ต้องการภาวะดีงามและความดำรงอยู่ในอุดมสภาวะของสิ่งทั้งหลาย อยากทำให้คุณค่าหรือภาวะที่ดี งอกงามขึ้นจนบรรลุอุดมสภาวะ
กระบวนการธรรม -(อวิชชา+)เวทนา ไปสู่ ตัณหา และไปปริเยสนา -โยนิโสมนสิการ ไปสู่ ฉันทะ จนไปสู่ อุตสาหะ
สิ่งที่ประสงค์ -อารมณ์ ๖ (สิ่งเสพเสวยที่อำนวยสุขเวทนาหรือพะนออัตตา) อามิส -ธรรม,กุศล (ความจริง ความดีงาม และ คุณภาพชีวิต)
ลักษณะพึงสังเกต -มีอัตตาเป็นศูนย์กลาง จะเอาเข้ามา

-มุ่งหาสุข เวทนา หรือสิ่งพะนอตน

-มืดหรือไม่คำนึงถึงความรู้ ความเข้าใจ คุณโทษเป็นต้นของสิ่งนั้น ๆ

-เป็นเงื่อนไขกับการกระทำ ไม่ต้องการการกระทำ

-ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นตัวกำหนดการกระทำ

-ไม่พัวพันกับอัตตา

- มุ่งอรรถะคือสิ่งที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์แท้จริงแก่ชีวิตและแก่ทุกสิ่ง

- เกิดจากความรู้ความเข้าใจ เห็นคุณค่าสัมพันธ์กับปัญญา

-เป็นเหตุกับการกระทำ เป็นจุดเริ่มต้นหรือส่วนหนึ่งของการกระทำ

-จุดมุ่งหมายของงานนั้นเองเป็นตัวกำหนดการกระทำ

อาการ-ผลต่อจิต -กระวนกระวาย เร่าร้อน ไม่ส่งเสริมสมาธิ เช่น ชอบใจ อยากได้อยากเอาอะไร แล้วจิตคิดพล่านปั่นป่วนไป -สบาย สงบ สมาธิ ช่วยให้เกิดสมาธิ เช่น ชื่นชมในความดีงามของคน คำสอน หรือธรรมชาติ จิตดื่มด่ำซาบซึ้ง สงบตั้งมั่น
วิธีปฏิบัติ -ความคับข้องใจ ทุกข์ต่าง ๆ โรคจิต

๑. นัยตรง : พึงละโดยถอดขาด

-เกิดที่ไหน ดับหรือละที่นั้น

-ควบคุมโดยเพิ่มปัญญาและฉันทะ

๒. อุบาย : อาศัยตัณหาละตัณหา

-ให้ตัณหาเป็นปัจจัยแก่ฉันทะ (หนุนฉันทะ)

- เอื้อต่อสุขภาพจิต

-พึงกระทำคือสร้างขึ้นและปฏิบัติตาม

-ระงับด้วยการทำให้สำเร็จตามนั้น

4.1.2  ความสุขในการดำเนินชีวิต

เพราะว่าความสุขมีความสำคัญมากในการปฏิบัติทั้งทางพระพุทธศาสนาและในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า “พุทธจริยธรรมไม่แยกต่างหากจากความสุข” โดยเริ่มตั้งแต่ ขั้นตอนการทำความดีทั่วๆไปที่เรียกอีกชื่อว่า “บุญ” มีพุทธพจน์ได้ตรัสว่า “บุญเป็นชื่อของความสุข” ในการบำเพ็ญเพียรทางจิตหรือการเจริญภาวนา [10] และความสุขก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะช่วยให้เกิดสมาธิ ดังพุทธพจน์ว่า “ผู้มีสุข จิตย่อมตั้งมั่น(เป็นสมาธิ)[11]

ในทางพระพุทธศาสนา ยังได้มีการจัดขั้นระดับความสุขไว้ด้วย โดยศึกษาได้จากคัมภีร์อังคุตรนิกาย ทุกนิบาต และ ยังมีหลากหลายคัมภีร์ที่แบ่งวิธีและลำดับของความสุขอย่างเป็นขั้นตอน ได้ 10ขั้น ดังนี้[12]

4.1.2.1   กามสุข สุขเนื่องด้วยจากกาม ได้แก่ ความสุขโสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยการอาศัยกามคุณ 5

4.1.2.2              ปฐมฌานสุข สุขเนื่องด้วยปฐมฌาน ซึ่งสงัดจากกามและอกุศลกรรมทั้งหลาย ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และ เอกัคคตา

4.1.2.3              ทุติยฌานสุข สุขเนื่องด้วยทุติยฌาน ซึ่งประกอบด้วย ปีติ สุข และเอกัคคตา

4.1.2.4              ตติยฌานสุข สุขเนื่องด้วยตติฌาน ซึ่งประกอบด้วย สุข และเอกัคคตา

4.1.2.5              จตุตถฌานสุข สุขเนื่องด้วยจตุตถฌาน ซึ่งประกอบด้วย อุเบกขา และเอกัคคตา

4.1.2.6     อากาสานัญจายตนสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ซึ่งล่วงพ้นรูปสัญญาได้โดยสิ้นเชิง ปฎิฆสัญญาล่วงลับไปหมด ไม่มนสิการนานัตตสัญญา นึกถึงแต่อวกาศอันอนันต์เป็นอารมณ์

4.1.2.7      วิญญาณัญจายตนสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ซึ่งคำนึงถึงวิญญาณอันอนันนต์เป็นอารมณ์

4.1.2.8       อากิญจัญญายตนสมาปัตติสุข สุขอันเนื่องด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ซึ่งคำนึงภาวะที่ไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์

4.1.2.9       เนวสัญญานาสัญญายตนสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อันถึงภาวะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

4.1.2.10       สัญญาเวทยิตนิโรธสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ อันถึงภาวะที่ดับสัญญาและเวทนาทั้งหมด

ถ้าจะจัดให้ย่อเข้า ความสุข 10 ขั้นนี้ ก็สามารถรวมกันได้ 3 ระดับ คือ

1)            กามสุข           สุขเนื่องด้วยกาม

2)            ฌานสุขหรือ (อัฏฐ) สมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยฌานหรือสุขเนื่องด้วยสมาบัติ 8 แยกเป็น 2 ระดับย่อย ดังนี้

2.1) สุขในรูปฌาน หรือสุขเนื่องด้วยอรูปฌาน 4

2.2) สุขในรูปอรูปฌาน หรือสุขเนื่องด้วยอรูปฌาน 4

3) นิโรธสมาปัตติสุข สุขเนื่องด้วยนิโรธสมาบัติ

4.2 หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารงาน[13]

4.2.1 หลักพุทธธรรมในการบริหารตน คือ มีความประพฤติและปฏิบัติตนประกอบไปด้วยคุณธรรม ควรแก่การยกย่อง

  • รู้จักพึ่งตนเอง ขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ
  • การประหยัดและอดออม
  • รักษาระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย
  • ปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา
  • มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

โดยใช้หลักพุทธธรรมมาบริหาร นั่นคือ สัปปุริสธรรม 7 ประกอบด้วย

4.2.1.1        ธัมมัญญุตา : รู้หลักและรู้จักเหตุ รู้หลักการและกฎเกณฑ์ของสิ่งทั้งหลายที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิต ในการปฏิบัติกิจ หน้าที่และดำเนินกิจการต่างๆ รู้และเข้าใจในสิ่งที่ตนจะต้องประพฤติปฏิบัติตามเหตุผล เช่น รู้ว่า ตำแหน่ง ฐานะ อาชีพ การงานของตนมีหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างไร จะต้องทำอย่างไรจึงจะเป็นเหตุให้บรรลุถึงผลสำเร็จที่เป็นไปตามหน้าที่และความรับผิดชอบ

4.2.1.2        อัตถัญญุตา : รู้ความมุ่งหมายและรู้จักผล รู้ความหมายและความมุ่งหมายของหลักการที่ตนปฏิบัติ เข้าใจวัตถุประสงค์ของกิจการที่ตนกระทำ รู้ว่าหลักการนั้นๆ มีความมุ่งหมายอย่างไร รู้ว่าตนทำอยู่อย่างนั้น ดำเนินชีวิตอย่างนั้นเพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร ที่มีหน้าที่ ตำแหน่ง ฐานะการงานอย่างนั้นๆ เขากำหนดวางกันไว้เพื่อความมุ่งหมายอะไร กิจการที่ตนทำอยู่นั้นเมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไร เป็นผลดีหรือผลเสียอย่างไร

4.2.1.3        อัตตัญญุตา : รู้จักตน รู้ตามความเป็นจริงที่ว่า ตัวเรานั้นว่าโดยฐานะ ภาวะเพศ กำลัง ความรู้ ความถนัด ความสามารถและคุณธรรม เป็นต้น แล้วประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสม

4.2.1.4        มัตตัญญุตา : รู้จักประมาณ รู้จักพอดี เช่น รู้จักประมาณในการบริโภคเพียงแต่พอดี รู้จักประมาณในการใช้จ่ายทรัพย์สินเงินทอง รู้จักความพอเหมาะพอดีในการพูด การปฏิบัติกิจและทำการต่างๆ

4.2.1.5        กาลัญญุตา : รู้จักกาล รู้กาลเวลาอันเหมาะสมและระยะเวลาที่พึงใช้ในการประกอบกิจ กระทำหน้าที่การงานปฏิบัติกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นตามเวลาที่พอเหมาะพอควร

4.2.1.6        ปริสัญญุตา : รู้จักชุมชน รู้จักถิ่น รู้จักที่ชุมนุมและชุมชน รู้ว่าควรประพฤติปฏิบัติในถิ่นที่ชุมชนและต่อชุมชนนั้นว่า ชุมชนนี้มีระเบียบวินัยอย่างนี้ มีวัฒนธรรมประเพณีอย่างนี้ มีความต้องการอย่างนี้ ควรเกี่ยวข้อง ควรจะต้องสงเคราะห์ ควรรับใช้ ควรบำเพ็ญประโยชน์ให้อย่างนี้ เป็นต้น

4.2.1.7        บุคคลัญญุตา : รู้จักบุคคล รู้จักและเข้าใจความแตกต่างแห่งบุคคลว่า โดยการอาศัยความสามารถและคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ยิ่งหรือหย่อนอย่างไรและรู้จักที่จะปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆ ด้วยดี

ดังในพระไตรปิฏก ที่ว่า

[65] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ  อัมพปาลีวัน ใกล้พระนครเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 7 ประการ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม 7 ประการ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นธัมมัญญู รู้จักธรรม 1 อัตถัญญู รู้จักอรรถ 1 อัตตัญญู รู้จักตน 1มัตตัญญู รู้จักประมาณ 1 กาลัญญู รู้จักกาล 1 ปริสัญญู รู้จักบริษัท 1 ปุคคลปโรปรัญญู รู้จักเลือกคบคน 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นธัมมัญญูอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ธรรม คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะอัพภูตธรรม เวทัลละ หากภิกษุไม่พึงรู้จักธรรม คือ สุตตะ เวทัลละ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู แต่เพราะภิกษุรู้ธรรม คือ สุตตะ  เวทัลละ ฉะนั้นเราจึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู ด้วยประการฉะนี้ ฯ..”[14]

4.2.2 หลักพุทธธรรมในการบริหารคน มีความสามารถในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น สามารถจูงใจให้เกิดการยอมรับและความร่วมมือ

  • ประสานสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจอันดีกับคนในองค์กร
  • ร่วมทำงานเป็นกลุ่ม จูงใจให้เกิดการยอมรับและให้ความร่วมมือ
  • ให้บริการด้วยความเสมอภาค
  • มีความเป็นธรรมทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
  • เสริมสร้างความสามัคคีและร่วมกิจกรรมของหมู่คณะ

โดยใช้หลักพุทธธรรมมาบริหาร นั่นคือ สังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย

4.2.2.1         ทาน : การให้ การแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือสงเคราะห์ด้วยปัจจัยสี่ ทุนหรือทรัพย์สินสิ่งของตลอดจนให้ความรู้ ความเข้าใจและศิลปวิทยา

4.2.2.2        ปิยวาจา : การพูดอย่างรักกัน กล่าวคำสุภาพ สำเนียงไพเราะน่าฟัง ชี้แจงแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเหตุมีผลเป็นหลักเป็นฐาน  ชักจูงในทางที่ดีงามหรือคำแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจ รู้จักพูดให้เกิดความเข้าใจอันดี สมัครสมานสามัคคี เกิดมิตรไมตรี ทำให้รักใคร่นับถือและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

4.2.2.3        อัถจริยา : การทำประโยชน์แก่เขา ช่วยเหลือด้านแรงกายและขวนขวายช่วยเหลือกิจการต่างๆ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาและช่วยปรับปรุงส่งเสริมในด้านจริยธรรม

4.2.2.4        สมานัตตตา : การเอาตัวเข้าสมาน ทำตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ให้ความเสมอภาค ปฏิบัติสม่ำเสมอกันต่อคนทั้งหลาย ไม่เอาเปรียบและเสมอในสุขทุกข์

ดังในพระไตรปิฏก ที่ว่า

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหาร    เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

[140] “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน เป็นผู้สงเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ 4 คือ การให้ การกล่าวคำเป็นที่รัก การประพฤติให้เป็นประโยชน์ และความเป็นผู้มีตนเสมอ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ทั้ง 2 นี้ คือ

พระหัตถ์และพระบาทมีพื้นอ่อนนุ่ม 1 และมีพระหัตถ์และพระบาทมีลายดังว่าร่างข่าย 1 พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้ง 2 นั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือมีบริวารชนอันพระองค์ทรงสงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี บริวารชนที่พระองค์ทรงสงเคราะห์เป็นอย่างดีนั้น เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร

ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนทรงผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริวารชนอันพระองค์ทรงสงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี บริวารชนที่พระองค์ทรงสงเคราะห์เป็นอย่างดีนั้น เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ …”[15]

4.2.3 หลักพุทธธรรมในการบริหารงาน มีความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติงานที่ได้รับอบหมายเป็นอย่างดี

  • มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่
  • มีความรู้ ความสามารถและความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
  • มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และปรับปรุงงาน
  • มีความพากเพียรในการทำงานและมีผลสัมฤทธิ์ของงาน
  • คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมและประชาชน

โดยใช้หลักพุทธธรรมมาบริหาร นั่นคือ อิทธิบาท 4 ประกอบด้วย

4.2.3.1         ฉันทะ : ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้นในการทำงานอะไรก็ตาม จะต้องมีใจรักในการทำงานนั้น เช่น การงานที่ทำ ถ้าต้องการทำให้สำเร็จต้องตั้งใจทำและพอใจในงานที่ทำ ไม่ใช่ทำพอให้เสร็จ เพียงเพื่อหวังผลกำไรหรือรางวัลเป็นเครื่องตอบแทน

4.2.3.2         วิริยะ : ทำความเพียรประกอบสิ่งนั้น เพียรพยายามกระทำสิ่งนั้นด้วยความมานะ อดทน เอาธุระ ไม่ทอดทิ้ง ไม่ท้อถอย มีความขยันหมั่นเพียร หมั่นประกอบ หมั่นกระทำด้วยความเพียรพยายาม มีความเข้มแข็งอดทน

4.2.3.3        จิตตะ : เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น เอาใจฝักใฝ่ในงานที่ทำนั้นด้วยความคิดด้วยสติปัญญาจนกว่าการงานนั้นจะสำเร็จสมดังความประสงค์

4.2.3.4        วิมังสา: ตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น ใช้ปัญญาพิจารณา ใคร่ครวญ ตรวจตรา หาเหตุผลในสิ่งที่ทำนั้นว่าพอดี เกินเลยหรือขาดตกบกพร่องอย่างไร จะได้คิดหาวิธีแก้ไขและปรับปรุงให้ดี

ดังในพระไตรปิฏก ที่ว่า

[231] อิทธิบาท ๔ อย่าง

“ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขารฯ…”[16]

4.3 เปรียบเทียบหลัก พุทธธรรม กับ ความรู้ด้านบริหารจัดการ

หลักพุทธธรรม เหตุให้เกิดความสำเร็จ คือ อิทธิบาท มี 4 อย่าง คือ

1)            ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น

2)            วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น

3)            จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น ไม่วางธุระ

4)            วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น

สรุป คุณ 4 อย่างนี้ มีบริบูรณ์แล้วจะชักนำให้ถึงสิ่งที่ต้องประสงค์ซึ่งไม่เหลือวิสัย[17] และถ้านำมาเทียบกับความรู้ด้านบริหารจัดการเพื่อที่จะทำงานให้สำเร็จ และ มีคุณภาพ มี 2 หลักการ คือ

1)            KAP :

K : Knowledge : ความรู้

A : Knowledge : ความรู้

P : Practice : การกระทำ

ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า K คือ การค้นหารความรู้ แล้วนำความรู้ที่ได้มาเผยแพร่ให้เกิดการเรียนรู้ จนสามารถเปลี่ยน A คือ ทัศนคติให้ถูกต้อง จนทำให้เกิด P คือการปฏิบัติตาม

2)            PDCA(วงจรคุณภาพ)

P – Plan : การวางแผน

D – Do : การกระทำ

C – Check : การประเมินผล

A – Act : การแก้ไข

ก็คล้ายกับ KAP ข้างบนโดยค้นหาความรู้เกี่ยวที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวางแผน P แล้วนำมาปฏิบัติ D โดยมีการประเมินผล C และปรับปรุงให้อยู่ในแผน A และถ้านำมาเปรียบเทียบกันระหว่าง อิทธิบาท 4 กับ KAP,PDCA จะพบว่า

มีความมหัศจรรย์ที่มีความคล้ายคลึงกันมา โดยจะเห็นได้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทรงได้ค้นพบสาเหตุที่ทำให้เกิดความสำเร็จ คือ อิทธิบาท 4 มาก่อน หรือเมื่อ 2500 กว่าปีมาแล้ว โดยมี

  • ฉันทะ พอใจรักใคร่ในการแก้ปัญหา
  • วิริยะ ความเพียรความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา
  • จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น ไม่วางธุระ
  • วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น

แต่ของพุทธธรรมมีข้อแตกต่าง ที่มี ฉันทะ ที่ไม่มีใน KAP และ PDCA  ทางพุทธธรรม จะใช้จริยธรรม ให้มี ฉันทะ คือ ความพึงพอใจปฏิบัติเอง แต่ทางด้านบริหารจัดการ จะใช้ การพัฒนา และ การรับรองคุณภาพ มากำกับแทน

4.4 สรุปวิธีคิดตามหลักพุทธธรรม[18] ของท่านเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

สำหรับการใช้ความคิดให้ถูก ได้นำแนวความคิดของพระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)“วิธีคิด ๑๐ วิธีตามหลักพุทธ คัมภีร์อรรถกถาได้สรุปออกมาได้ 4 ข้อ

4.4.1 อุปายมนสิการ คือการพิจารณาโดยอุบายหรือคิดถูกวิธี อุบายมีทั้งทางลบและทางบวก การงานบางอย่างต้องเลือกให้อุบายให้เหมาะสม ตัวอย่าง การใช้อุบายมีแม่ทัพคนหนึ่ง นำกองทัพไปออกรบซึ่งมีทหารจำนวนน้อยฝ่ายตรงข้ามมีทหารจำนวนมาก ถึงจะรบอย่างไรก็ไม่มีหนทางที่จะเอาชนะได้ แม่ทัพจึงคิดอุบายโดยการพาทหารเข้าไปไหว้พระในโบสถ์ และอธิษฐานเสียงดังว่า “ถ้าหากกองทัพของข้าพเจ้าจะชนะข้าศึก ขอให้เหรียญออกหัว” ว่าแล้วก็โยนเหรียญ ปรากฏว่าเหรียญก็ออกหัว  เพื่อความมั่นใจ ว่าเขาจะชนะหรือไม่ เขาจึงโยนเหรียญเป็นครั้งหนึ่งสองและที่สาม ผลก็เหมือนเดิมเมื่อทหารเห็นเข้า จึงเกิดความมั่นใจว่าจะต้องชนะอย่างแน่นอน เป็นการสร้างกำลังใจให้กับทหารวันรุ่งขึ้นเมื่อออกรบสามารถปราบข้าศึกได้หมด  ทั้งๆ ที่มีกำลังพลน้อยกว่า หลังจากนั้นทหารคนสนิท มากระซิบว่าทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพรหมลิขิต  พระผู้เป็นเจ้าบอกว่าชนะก็ต้องชนะ แม่ทัพบอกว่าไม่ใช่พรหมลิขิตหรอก แล้วก็ลวงเหรียญมาให้ดู ปรากฏว่าเหรียญนั้นมีหัวทั้งสองด้าน

4.4.2 ปถมนสิการ คือ คิดเป็นระเบียบ,คิดเป็นทาง,คิดถูกทาง, คิดได้หลายทาง, นอกจากคิดให้เป็นทางแล้ว ต้องให้ถูกทางด้วย ถ้าหากคิดไม่ถูกทางก็เป็นการคิดฟุ้งซ่านไม่เป็นระเบียบมีจิตใจวอกแวก มีนิทานธรรมบทเรื่องหนึ่ง คือ พระสังฆรักขิตได้จีวรมา  2 ผืน จะเอาใช้เอง 1  ผืน และถวายพระอุปัชฌาย์ซึ่งเป็นหลวงลุง  1 ผืน  แต่พระอุปัชฌาย์ไม่รับ แม้พระสังฆรักขิตจะอ้อนวอนแล้ว อ้อนวอนอีกก็ตามท่านก็ไม่รับ  พระสังฆรักขิตเกิดความน้อยใจ  ขณะที่ท่านกำลังนั่งพัดให้พระอุปัชฌาย์อยู่นั้น  ท่านก็คิดฟุ้งไปไกลว่าจะเอาผ้าทั้งสองไปขายแล้วแล้วซื้อแม่แพะมาเลี้ยง  แล้วจึงขายลูกแพะ เมื่อเก็บรวบรวมเงินได้แล้วจะขอหญิงมาเป็นภรรยา  เมื่ออยู่ด้วยกันก็จะมีลูกแล้วจะพาลูกมาเยี่ยมหลวงลุง   ขณะที่นั่งเกวียนมาเยี่ยมหลวงลุง  ระหว่างทางภรรยาเหนื่อยเพราะอุ้มลูก บอกว่า “ช่วยอุ้มหน่อยซี ฉันเหนื่อย” “ฉันกำลังขับยานอยู่ เธออุ้มไป” เมียโกรธจึงทิ้งลูกบนพื้นเกวียน พอเด็กเจ็บมันก็ร้องเราก็โกรธ จึงใช้ปะฎักตีภรรยาทันที

ขณะที่ท่านคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น  ท่านได้ฟาดพัดตรงหัวของหลวงลุงพอดี  หลวงลุงจึงรู้ว่าหลานกำลังคิดอะไรอยู่จึงบอกว่า “สังฆรักขิต เธอโกรธผู้หญิงแล้วทำไมมาตีหัวหลวงลุงล่ะ” เมื่อท่านสังฆรักขิตรู้ว่าหลวงลุงทราบเรื่องทั้งหมดที่ตนคิด เกิดความละอายคิดที่จะหนี พวกพระภิกษุจึงช่วยกันจับพาไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า อย่างนี้เรียกว่า คิดไม่ถูกทางจะสังเกตเห็นได้ว่า เมื่อจิตเป็นสมาชิก ความคิดก็จะเป็นระเบียบแล้วสามารถมองได้หลายทาง

การที่มีผู้ปรารภว่าครูจะต้องเป็นยอดครูจึงจะสอนจริยธรรมได้  ผมขอเรียนว่ายอดครูนั้นมีเพียงองค์เดียวคือพระพุทธเจ้านอกนั้นเป็นครูธรรมดา  ยิ่งปุถุชนด้วยแล้วจะหาผู้เป็นครูที่สมบูรณ์ทุกอย่างมาก  ถ้ามองอีกแง่มุมหนึ่ง ครูจะดีมากดีน้อยไม่ค่อยจะสำคัญเท่าใดขึ้นอยู่ที่ผู้ศึกษาหรือผู้เรียนว่า รู้จักมองรู้จักคิดหลาย ๆ ทาง รู้จักเลือกสรรเอาสิ่งที่ดีจากครูได้มากน้อยเพียงใด อีกด้วย มีบทกวีบทหนึ่งว่า

“สองคนยลตามช่อง                           คนหนึ่งมองเห็นเปือกตม

อีกคนตาแหลมคม                               มองเห็นดาวอยู่พราวพราย”

แสดงว่ามันขึ้นอยู่กับเราว่า เราจะเอาอะไรจากผู้สอน เราต้องพิจารณาเลือกเฟ้น เราสามารถแสวงหาความรู้จากผู้อื่น ได้เสมอ  แม้ว่าเขาจะเป็นคนชั่วก็ตาม แต่เราไม่เอาอย่างเขาก็พอแล้ว

อย่างที่พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)  ท่านให้มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นครู ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือสิ่งของ สร้างสิ่งเหล่านั้นให้เป็นกัลยาณมิตร ท่านเลี้ยงลูกสุนัขไว้ตัวหนึ่งตั้งชื่อว่า ไอ้สมภาร  วันหนึ่งมีคุณยายมาขอหวยกับท่าน ท่านบอกให้ไปขอกับสมภาร คุณยายจึงตามหาสมภาร มาเจอสามเณร จึงถามสามเณรว่า “ท่านคะ สมภารอยู่ไหนคะ” สามเณรก็ชี้ไปทีใต้โต๊ะว่า “นั้นไง สมภารนอนอยู่ใต้โต๊ะ” ท่านมีวิธีการสอนแปลกๆ รู้จักมองให้มีหลายทาง มีทั้งทางบวกและทางลบและว่ามีทางเลือกอย่างไร

ตัวอย่างเช่น พระเทวทัต  ทางฝ่ายหินยานถือว่าเป็นพระชั่ว  เพราะจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้าตลอดมา  แต่ฝ่ายจีนถือว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์เพราะพระเทวทัตเป็นเหมือนจุดดำบนผ้าขาว ทำให้สีขาวนั้นเด่นชัดขึ้น นั่นคือทำให้คุณของพระพุทธเจ้าเด่นชัดขึ้น เพราะฉะนั้นพระเทวทัตสามารถเป็นพระโพธิสัตว์ได้เหมือนกันเปรียบเสมือนคนตาบอดถือตะเกียง  เขาถือเพื่อคนตาดี คนชั่วก็สามารถสอนจริยธรรม  เราก็ควรรับได้ อย่าไปดูคนสอน แต่ให้ดูสิ่งเขาสอน  นี้เป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่ง

4.4.3 การณมนสิการ คือการคิดตามเหตุผล หรือคิดอย่างมีเหตุผล อาจเป็นการคิดโยงจากเหตุไปหาผลหรือโยงจากผลไปหาเหตุก็ได้  คำสอนที่เน้นเรื่องความคิดเห็นเหตุเป็นผลในพระพุทธศาสนาคือ อริยสัจ และ ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา สอนให้สอบสาวถึงเหตุปัจจัยว่าสิ่งทั้งหลายเกิดเพราะมีเหตุปัจจัยอะไรบ้าง จะดับเพราะดับเหตุปัจจัยอะไรบ้าง  ทำให้เป็นคนรอบคอบ  สายตากว้างไกลเป็นคนมีเหตุมีผล ความจริงคนไทยโบราณก็สอนให้รู้จักมองเหตุมองปัจจัยให้รอบคอบ ดังเช่น คำทายกันเล่นของเด็กๆ ว่า

“ฝนเอยทำไมจึงตก                        เพราะกบมันร้อง

กบเอยทำไมจึงร้อง                        เพราะท้องมันปวด

ท้องเอยทำไมจึงปวด                     เพราะข้าวมันดิบ

ข้าวเอยทำไมจึงดิบ                         เพราะฟืนมันเปียก

ฟืนเอยทำไมจึงเปียก                     เพราะฝนมันตก

ฝนเองทไมจึงตก…

ฟังเผินๆ ก็เป็นการร้องโต้ตอบกันเล่นในหมู่เด็ก ๆ แต่นั้นแหละคือ “สาร” ที่ผู้เฒ่าผู้แก่โบราณต้องการจะส่งหรือสื่อให้คนรุ่นหลังรู้ว่า ทุกอย่างมันเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัย ทุกอย่างมีที่มา ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ และหลายอย่างก็มิได้เกิดมาจากเหตุเดียว หากมีปัจจัยอย่างอื่นเข้ามาสนับสนุนอีกด้วย เราจึงควรมองให้กว้างและมองให้ลึกถึงเหตุถึงผลจะได้ไม่เข้าใจอะไรผิดๆ หรือตัดสินอะไรผิดๆ

4.4.4 อุปปาทมนสิการ (หรืออุปปาทกมนสิการ) คือคิดให้เกิดผล คิดให้เกิดผลที่พึงประสงค์ หรือสร้างสรรค์ในทางดี อุปปาทมนสิการ จะต้องมีลักษณะใหญ่ 2 ประการ คือ

4.4.4.1        คิดแล้วเกิดความรู้สึกอยากทำ ทั้งนี้รวมไปถึงอยากที่สร้างสรรค์ เกิดความกระตือรือร้น  ไม่ใช่คิดแล้วเกิดความท้อแท้ ท้อถอย ไม่อยากทำอะไรเลย เรื่องที่คิดนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ เช่น ความยากจน ความร่ำรวย เป็นต้น

เมื่อมองดูตัวเองแล้วเห็นว่าตัวเองเกิดมายากจน ไม่มีทรัพย์สินเงินทองเหมือนคนอื่นเขา แล้วคิดว่าที่เรายากจนนี้ก็เพราะเป็นกรรมแต่ปางก่อนของเรา ชาติก่อนเราคงทำกรรมชั่วไว้มาก มาชาตินี้จึงได้รับผลกรรมคือเกิดมาเป็นคนจน  เมื่อคิดอย่างนี้แล้วก็ทอดอาลัยตายอยากไม่ทำอะไร ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามยถากรรม  การคิดเรื่องความจนในแนวนี้ไม่จัดเป็น “อุปปาทมนสิการ” เพราะคิดแล้วไม่เกิดการกระทำ แต่คิดแล้วเกิดความท้อถอย แต่ถ้าคิดว่า จริงอยู่คนเราเกิดมาจากจนหรือร่ำรวยอาจเป็นเพราะผลของกรรมเก่าที่ทำไว้แต่ชาติปางก่อน แต่ถ้าในชาตินี้เราไม่เกียจคร้าน พยายามทำงานสร้างฐานะเก็บหอมรอมริบ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่เสพสิ่งเสพติด ไม่เล่นการพนันเราก็อาจจะรำรวยขึ้นในวันใดวันหนึ่ง ดังตัวอย่างเศรษฐีบางคนที่สร้างตัวขึ้นมาจากฐานะยากจนก็มีไม่น้อย คิดอย่างนี้แล้วก็มีความกระตือรือร้น  อาจหาญ ไม่ท้อแท้ พยายามทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความขยันหมั่นเพียร  อย่างนี้เรียกว่า อุปปาทมนสิการ

4.4.4.2        การกระทำนั้นต้องเป็นการกระทำในแง่บวก คือเป็นกุศล และไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนคนอื่น  และเบียดเบียนสังคม พูดสั้น ๆ ว่าเป็นการกระทำที่สุจริต ถูกกฎหมายและศีลธรรม ยกตัวอย่าง กรณีคิดถึงเรื่องความยากจน  ความร่ำรวย ดังใน ข้อที่ 1

ถ้าคิดถึงความยากจนของตัวเองแล้ว นึกว่าเป็นเพราะผลของกรรมในชาติปางก่อนส่วนหนึ่ง  แต่เราก็ไม่ย่อท้อต่อความยากจนนั้น พยายามสร้างเนื้อสร้างตัวให้มีฐานะมั่งมีขึ้นให้ได้ หากการสร้างฐานะของเราเป็นการเบียดเบียนคนอื่น เช่น สร้างโรงงานผลิตสิ่งผิดกฎหมาย  กดขี่ข่มเหงคนอื่น ใช้แรงงานเหมือนทาส ปล่อยของเสียจากโรงงานลงแม่น้ำลำคลอง  สร้างมลพิษให้เกิดขึ้นซึ่งเป็นพิษภัยแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ถึงเราจะสร้างฐานะได้ร่ำรวยมั่งคั่งเพราะผลจากความคิดนั้นก็ตาม อย่างนี้ไม่ว่านับเป็นอุปปาทมนสิการ

แต่ถ้าคิดว่าตนเองเกิดมายากจนแล้วไม่ท้อถอยพยายามสร้างฐานะให้แก่ตน ด้วยความขยันหมั่นเพียร ทำงานที่สุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม อย่างนี้จึงจะนับว่าเป็นอุปปาทมนสิการ เพราะคิดแล้วเกิดความกระตือรือร้นที่จะกระทำ  ที่จะสร้างสรรค์และการกระทำนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์คนอื่น

4.5 สรุปวิธีคิดตามหลักพุทธธรรมของท่านพระธรรมปิฎก[19]

ท่านพระธรรมปิฎกท่านได้อธิบายวิธีคิดแบบต่างๆ ตามหลักพุทธธรรม (โยนิโสมนสิการ) เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ไว้ในหนังสือ ชื่อ วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม ความตอนหนึ่งว่า

การคิดถูกต้อง รู้จักคิด หรือ คิดเป็น เป็นศูนย์กลางที่บริหารการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องทั้งหมด  เพราะเป็นหัวหน้าที่ชี้นำ  นำทาง และควบคุมปฏิบัติถูกต้องในแง่อื่นๆ ทั้งหมด เมื่อคิดเป็นแล้วก็ช่วยให้พูดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ช่วยให้ดูเป็น  ฟังเป็น  กินเป็น  ใช้เป็น  บริโภคเป็น  และคบหาเสวนาเป็น ตลอดไปทุกอย่าง คือดำเนินชีวิตเป็นนั่นเอง จึงพูดได้ว่า การรู้จักคิดหรือคิดเป็น เป็นตัวนำที่ชักพาหรือเปิดช่องทางไปสู่การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องหรือชีวิตที่ดีงามทั้งหมด

วิธีโยนิโสมนสิการเท่าที่พบในบาลี พอประมวลเป็นแบบใหญ่ ได้ดังนี้

4.5.1 วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย

อาจเรียกว่าวิธีคิดแบบ อิทัปปัจจยตา หรือคิดตามหลักปฏิจจสมุปบาท  จัดเป็นโยนิโสมนสิการแบบพื้นฐาน

4.5.2 วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ

เป็นวิธีที่ช่วยให้เกิดการมองเห็นถึงความเป็นอนัตตา แต่ต้องอาศัยวิธีการคิดแบบที่ 1 ด้วยคือ วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัยและวิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ร่วมด้วยกัน โดยพิจารณาไปพร้อม ๆ กัน คือ เมื่อแยกแยะส่วนประกอบออก ก็เห็นภาวะที่องค์ประกอบเหล่านั้นอาศัยกันและกัน และขึ้นต่อเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ องค์ประกอบเหล่านั่น ล้วนเป็นไปตามกฎของการเกิด การดับ อยู่ตลอดเวลา ไม่เที่ยงแท้ ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืน

ตัวอย่างการใช้ความคิดนี้ในแนวบาลี ว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ช่องว่าง อาศัยเครื่องไม้ เถารัด ดินฉาบและหญ้ามุงล้อมเข้า ย่อมถึงความนับว่าเรือน ฉันใด ช่องว่าง อาศัยกระดูก เอ็น เนื้อ และหนังแวดล้อมแล้ว ย่อมถึงความนับว่ารูป ฉันนั้น…..เวทนา….สัญญา….สังขาร….วิญญาณ….การคุมเข้า การประชุมกัน การประมวลเข้าด้วยกันแห่งอุปาทานขันธ์ 5 เหล่านี้ เป็นอย่างนี้”

4.5.3 วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์

คือวิธีคิดแบบรู้เท่าทันความเป็นไปของสิ่งทั้งหลายว่าจะต้องเป็นไปอย่างนั้นเป็นธรรมดา

ธรรมดาที่ว่า คือ

  • สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องดับไปเป็นธรรมดา เรียกว่าเป็น อนิจจัง
  • สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว และมาสัมพันธ์กัน จะเกิดความขัดแย้งกัน ทำให้คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  เรียกว่า ทุกข์
  • สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่อาจเป็นของใคร และไม่อาจเป็นตัวตนของมันเองด้วย มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เป็นไปตามใจอยากของใคร เรียกว่าเป็น อนัตตา

ตัวอย่าง พุทธพจน์ แสดงการคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย ต่อด้วยการคิดแบบสามัญลักษณะ เพื่อรู้เท่าทันตามความเป็นจริง ให้ใจเป็นอิสระ มิให้เกิดทุกข์ ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ จงมีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะอยู่เถิด  เมื่อเธอทั้งหลายจะเป็นผู้มีตนเป็นที่พึ่ง  มีธรรมเป็นสรณะ  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ  เป็นอยู่ก็พึงพิจารณาโดยแยบคายว่า โสกะ ปริเวทะ  ทุกข์  โทมนัส และความผิดหวังคับแค้นใจทั้งหลาย เกิดจากอะไร มีอะไรเป็นแดนเกิด?

ภิกษุทั้งหลาย โสกะ ปริเวทะ ทุกข์  โทมนัส และความผิดหวังคับแค้นใจทั้งหลาย เกิดจากอะไร มีอะไรเป็นแดนเกิด?

(พึงเข้าใจดังนี้) ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ขาดสุตะ (ไม่ได้เรียนรู้) มิได้พบเห็นอริยชน ไม่ฉลาดในอริยธรรม  ไม่ได้รับการฝึกอบรมในอริยะธรรม มิได้พบเห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับการฝึกอบรมในสัปปุริสธรรม ย่อมมองเห็นรูป เป็นตน มองเห็นตนมีรูป มองเห็นรูปในตน หรือมองเห็นตนในรูป รูปของเขานั้นผันแปรไป กลายเป็นอย่างอื่น โสกะ ปริเวทะ ทุกข์  โทมนัส และความผิดหวังคับแค้นใจย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะการที่รูปผันแปรกลายเป็นอื่น เขามองเห็นเวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ (เป็นอัตตา เป็นต้น ) โสกะ ปริเวทะ ทุกข์  โทมนัส และความผิดหวังคับแค้นใจย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะการที่เวทนา สัญญา  สังขาร  วิญญาณ ผันแปรกลายเป็นอื่น”

ส่วนภิกษุรู้ชัดว่า รูป เวทนา  สัญญา สังขาร  วิญญาณ  เป็นสิ่งไม่เที่ยง แปรปรวนได้ จางหายดับสิ้นได้ มองเห็นความเป็นจริงด้วยสัมมนาปัญญาอย่างนี้ว่า  รูป  เวทนา  สัญญา สังขาร  วิญญาณ  ทั้งปวง ล้วนไม่เที่ยง ถูกปัจจัยบีบคั้น มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ทั้งในกาลก่อน ทั้งในบัดนี้ก็เช่นเดียวกัน  เธอย่อมละโสกะ ปริเวทะ  ทุกข์  โทมนัส และความผิดหวังคับแค้นใจทั้งหลายได้ เพราะ ละโสกะเป็นต้นนั้นได้ เธอย่อมไม่ต้องหวั่นหวาดเสียวใจ เมื่อไม่หวั่นหวาดเสียวใจ ย่อมอยู่เป็นสุข ภิกษุผู้อยู่เป็นสุข เรียกได้ว่าตทังคนิพพานแล้ว”

4.5.4 วิธีคิดแบบอริยสัจจ์/คิดแบบแก้ปัญหา

วิธีคิดแบบนี้ต่อเนื่องกับวิธีคิดแบบที่ 3 (วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์) กล่าวคือ เมื่อประสบปัญหา ได้รับความทุกข์ และเมื่อสามารถวางใจวางท่าทีต่อสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องแล้ว ต่อจากนั้นก็ให้คิดแก้ปัญหา โดย

4.5.4.1        คิดตามเหตุตามผล ให้สืบสาวจากผลไปหาเหตุ จัดเป็น 2 คู่ คือ

คู่ที่ 1: ทุกข์เป็นผล เป็นตัวปัญหา เป็นสถานการณ์ที่ประสบ ซึ่งไม่ต้องการ

สมุทัยเป็นเหตุ เป็นที่มาของปัญหา เป็นจุดที่ต้องกำจัด หรือแก้ไข จึงจะพ้นจากปัญหาได้

คู่ที่2: นิโรธเป็นผล เป็นภาวะสิ้นปัญหา เป็นจุดหมายซึ่งต้องการจะเข้าถึง

มรรคเป็นเหตุ เป็นวิธีการ เป็นข้อปฏิบัติที่ต้องกระทำในการแก้ไขสาเหตุเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย คือความดับทุกข์

4.5.4.2        คิดให้ตรงจุด ตรงเรื่อง

4.5.5 วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์

คือคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย  เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างธรรม กับ อรรถ หรือ หลักการ กับ ความมุ่งหมาย  ส่วนในการปฏิบัติธรรมหรือหลักการใดใดก็ตาม จะต้องเข้าใจความมุ่งหมายของธรรมหรือหลักการนั้นๆ  ว่าปฏิบัติหรือทำไปเพื่ออะไร  ธรรมหรือหลักการนั้นกำหนดไว้เพื่ออะไร  จะนำไปสู่ผลหรือที่หมายใดบ้าง ทั้งจุดหมายปลายทางสุดท้าย และเป้าหมายระหว่างทางที่จะส่งต่อไปยังธรรมหรือหลักการข้ออื่นๆ  นำไปสู่การปฏิบัติถูกต้องที่เรียกรมปฏิบัติ

ตัวอย่างเช่น ศีล สมาธิ และ ปัญญา ต่างมีจุดหมายสุดท้ายเพื่อนิพพานเหมือนกัน  แต่เมื่อมองจำกัดเฉพาะตัว แต่ละอย่างมีขีดขั้นขอบเขตของตนที่จะต้องไปเชื่อมต่อกับอย่างอื่น จึงจะบรรลุจุดหมายสุดท้ายได้  ลำพังอย่างหนึ่งอย่างเดียวหาสำเร็จผลล่วงตลอดไม่  แต่จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดเสียทีเดียวก็ไม่ได้  จึงมีหลักว่า “ศีลเพื่อสมาธิ สมาธิเพื่อปัญญา ปัญญาเพื่อวิมุตติ”

ถ้าปฏิบัติศีลขาดเป้าหมาย ก็อาจกลายเป็นสีลัพพตปรามาส  ช่วยส่งเสริมอัตตกิลมถานุโยค เช่น ผู้ปฏิบัติอาจมองศีลเป็นสภาวะสมบูรณ์ในตัว ซึ่งตั้งอยู่โดดๆ ไม่คำนึงถึงความหมายและความมุ่งหมายของศีล ยึดติดถือมั่นในรูปแบบ  หรือเคร่งครัดเข้มงวดโดยเข้าใจว่าเมื่อทำได้อย่างนั้นๆ แล้วก็จะดีเองจะสำเร็จเอง เป็นต้น

ถ้าบำเพ็ญสมาธิโดยไม่คำนึงถึงอรรถ ก็อาจหมกติดอยู่ในฤทธิ์ปาฏิหาริย์  ส่งเสริมมิจฉาทิฏฐิบางอย่าง หรือส่งเสริมติรัจฉานวิชาบางประเภท

ถ้าเจริญปัญญาชนิดที่ไม่เป็นไปเพื่อวิมุตติ ก็เป็นอันคลาดออกนอกมัชฌิมาปฏิปทา  ไม่ไปสู่จุดหมายของพุทธศาสนา อาจหลงอยู่ข้างๆระหว่างทาง หรือติดค้างในมิจฉาทิฏฐิแบบใดแบบหนึ่ง

4.5.6 วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและทางออก

วิธีนี้เน้น การยอมรับความจริง ตามสิ่งที่เป็นอยู่ในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านดีและด้านเสียใจ เข้าใจปัญหาอย่างชัดเจน ก่อนที่จะหาทางออกที่ดีงามจริง ๆ ซึ่งเป็นหนทางที่ไม่ขึ้นต่อข้อดีและข้อเสีย หรือสิ่งที่เป็นปัญหานั้นอีก

ตัวอย่างจากบาลี ดูกรมหานาม ก่อนสัมโพธิ เมื่อยังเป็นโพธิสัตว์ผู้ยังมิได้ตรัสรู้  เราได้เห็นเป็น อย่างดีด้วยสัมมาปัญญาตามเป็นจริงว่า กามทั้งหลายมีอัสสาทะ (คุณ)น้อย มีทุกข์มาก มีความคับข้องมาก อาทีนวะ (โทษ) ในกามนี้ยิ่งนัก แต่เรานั้นยังมิได้ประสบปีติ สุขอันปลอดจากกาม ปลอดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย หรือปีติสุขอื่นที่ปราณีตยิ่งกว่านั้น เราจึงยังปฏิญาณ (ยืนยัน) มิได้ก่อนว่า จะเป็นผู้ไม่วกเวียนมาหากามทั้งหลาย

แต่เมื่อใดเราได้มองเห็นอย่างดีด้วยสัมมาปัญญาตามเป็นจริงอย่างนี้ ว่ากามทั้งหลายมีอัสสาทะ (คุณ) น้อย…และเรานั้นได้ประสบปีติ สุขอันปลอดจากกาม ปลอดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย พร้อมทั้งปีติสุขอื่นที่ปราณีตยิ่งกว่านั้น เมื่อนั้น  เราจึงปฏิญาณได้ว่าเป็นผู้ไม่วกเวียนมาหากามทั้งหลาย”

ในทางปฏิบัติระดับชีวิตประจำวัน โดยมากเป็นเพียง การเลือกระหว่าง สิ่งที่มีคุณค่ามากและโทษน้อย กับสิ่งที่มีคุณค่าน้อยและโทษมาก สำหรับทางออก ก็น่าจะเลือกทางออกแบบสัมพันธ์ ที่เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับกรณีนั้น ๆ ไป และในภาวะเช่นนี้ ก็ไม่ควรลืมวิธีคิดแบบ การเห็นคุณเห็นโทษและทางออก คือยอมรับส่วนดีของสิ่งที่ไม่ได้เลือกมาใช้ประโยชน์  และรับรู้หรือยอมรับส่วนเสียของสิ่งที่เลือก เพื่อหลีก เลี่ยงหรือแก้ไขด้วย

4.5.7 วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้-รู้คุณค่าเทียม

เป็นวิธีคิดแบบสกัดหรือบรรเทาตัณหา(ความต้องการ) เป็นขั้นฝึกหัดในการขัดเกลากิเลส หรือตัดกิเลสไม่ให้เข้ามาครอบงำจิตใจ แล้วชักจูงพฤติกรรมต่อไป วิธีคิดแบบนี้ใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะเกี่ยวข้องกับการบริโภคใช้สอยปัจจัย 4 คือ

มุ่งให้เข้าใจและเลือกเสพสิ่งที่เป็น คุณค่าแท้ ที่เป็นประโยชน์กับชีวิตอย่างแท้จริง เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ตนและผู้อื่น ทั้งยังเกื้อกูลแก่ความเจริญงอก งามของกุศลกรรม เช่น ความมีสติ ทำให้พ้นจากความเป็นทาสของวัตถุ เพราะเป็นการเกี่ยวข้องด้วยปัญญา และมีขอบเขตอันเหมาะสม

ตรงกันข้าม คุณค่าเทียม จะพอกเสริมด้วยตัณหา ซึ่งไม่เกื้อกูลแก่ชีวิต ทำให้เกิดอกุศลธรรม เช่น ความโลภ ความมัวเมา ความริษยา  มานะ ทิฏฐิ ตลอดจนการยกตนข่มผู้อื่น  ไม่มีขอบเขตและเป็นไปเพื่อการแก่งแย่งเบียดเบียน

ตัวอย่างเช่น การซื้อข้าวแกงทานในราคา 10 บาท อาจมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนมากกว่า การทานอาหารด่วน (Fast Food) ที่มีราคาเป็นหลัก 100 บาทขึ้นไป เพื่อสนองความต้องการ (ตัณหา) ในการทานเท่านั้น และอีกอย่างการทานอาหาร Fast Food กลับทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายมากกว่าด้วยซ้ำ

4.5.8 วิธีคิดแบบเร้าคุณธรรม

เป็นวิธีคิดในแนวสกัดกั้นหรือบรรเทาและขัดเกลาตัณหา  ส่งเสริมความเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรม  และสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะ

โดยการทำใจตั้งต้นและชักนำความคิดให้เดินไปในทางที่ดีงาม และเป็นประโยชน์ ช่วยแก้นิสัย ความเคยชินแบบร้าย ๆ ของจิตใจที่ได้สั่งสมไว้แต่เดิม พร้อมกับสร้างนิสัยความเคยชินใหม่ ๆ ที่ดีงามให้แก่จิตใจไปในเวลาเดียวกันอีกด้วย

ในทางตรงกันข้ามหากปราศจากอุบายแก้ไขเช่นนี้  ความคิดและการกระทำของบุคคลก็จะถูกชักนำให้เดินไปตามแรงชักจูงของความเคยชิน เก่าๆ  ที่ได้สั่งสมไว้เดิมเพียงอย่างเดียว  และช่วยเสริมให้มีความเคยชินอย่างนั้นให้มีกำลังแรงยิ่งขึ้นเรื่อยไป

ตัวอย่างเช่น  การคิดถึงความตาย ถ้าคิดไม่ถูกวิธี อกุศลธรรมก็จะเกิดขึ้น เช่น คิดถึงความตายแล้วสลดหดหู่ เกิดความเศร้าและเหี่ยวแห้งใจบ้าง เกิดความกลัวความหวาดเสียวใจบ้าง  เป็นต้น

แต่ถ้ามีโยนิโสมนสิการ คือทำใจหรือคิดให้ถูกวิธี ก็จะเกิดกุศลธรรม คือเกิดความรู้สึกตื่นตัว เร้าใจ ไม่ประมาท เร่งขวนขวายปฏิบัติกิจหน้าที่  ทำสิ่งดีงามเป็นประโยชน์  ประพฤติปฏิบัติธรรม ตลอดจนรู้เท่าทันความจริงที่เป็นคติธรรมดาของสังขาร

4.5.9 วิธีคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน

ความหมายที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับ ปัจจุบัน อดีต และอนาคต สำหรับการใช้ความคิดแบบนี้ คือ ลักษณะสำคัญของความคิดชนิดที่ไม่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ  ความคิดที่เกาะติดกับอดีตและเลื่อนลอยไปในอนาคตนั้น เป็นไปในแนวทางของตัณหา  หรือคิดด้วยอำนาจตัณหา โดยมีอาการอาวรณ์กับสิ่งที่ล่วงไปแล้ว หรือเคว้งคว้างเลื่อนลอยฟุ้งซ่านไปในภาพที่เพ้อปรุงแต่งซึ่งไม่มีฐานแห่ง ความเป็นจริงในปัจจุบัน เพราะอึดอัดไม่พอใจสภาพที่ประสบอยู่ ปรารถนาจะหนีจากปัจจุบัน

ส่วนความคิดชนิดที่อยู่ในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นการคิดในแนวทางของความรู้ หรือคิดด้วยอำนาจทางปัญญา ถ้าคิดในแนวทางของความรู้ หรือคิดด้วยอำนาจของปัญญาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปอยู่ขณะนี้ หรือเป็นเรื่องที่ล่วงลับไปแล้ว หรือเป็นเรื่องของกาลภายหน้า ก็จัดเข้าความเป็นอยู่ในปัจจุบันทั้งสิ้น

โดยความหมายทางธรรม  ขั้นการฝึกอบรมทางจิตที่แท้จริง คำว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก็ไม่ตรงกับความเข้าใจของคนทั่วไป

คำว่า ปัจจุบัน ตามที่คนทั่วไปเข้าใจ มักครอบคลุมกาลเวลาช่วงกว้างที่ไม่ชัดเจน

ส่วนในทางธรรม ปัจจุบัน หมายถึงขณะเดียวที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอยู่  ในความหมายที่ลึกซึ้งนี้ เป็นอยู่ในปัจจุบันหมายถึงมีสติตามทันสิ่งที่รับรู้เกี่ยวข้อง หรือต้องทำอยู่ในเวลานั้นๆ  แต่ละขณะทุกๆ ขณะ ถ้าจิตรับรู้สิ่งใดแล้วเกิดความชอบใจหรือไม่ชอบใจขึ้น ติดข้องวนเวียนอยู่กับภาพของสิ่งนั้นที่สร้างซ้อนขึ้นในใจ  ก็เป็นอันตกไปอยู่ในอดีต  ตามไม่ทัน หลุดหลงไปจากขณะปัจจุบันแล้ว หรือจิตหลุดลอยจากขณะปัจจุบันไปเกาะเกี่ยวกับภาพสิ่งที่ยังไม่มา ก็เป็นอันฟุ้งไปในอนาคต โดยนัยนี้ แม้แต่อดีตและอนาคตตามความหมายทางธรรม ก็อาจยังอยู่ในขอบเขตแห่งเวลาปัจจุบัน ตามความหมายของคนทั่วไป

ดังนั้นถ้ามองตามความหมายทางธรรม สิ่งที่คนทั่วไปมองว่าเป็น อดีต หรือ อนาคต ก็อาจจะกลายเป็นช่วงเวลาในปัจจุบันได้ เพราะว่าปัจจุบันในทางธรรม ไม่ได้เพ่งที่เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในโลกภายนอกแต่เพียงเท่านั้น แต่ทว่าหมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในช่วงเวลาขณะนั้นด้วย ที่สามารถเชื่อมโยงต่อกันมาจนถึงสิ่งที่รับรู้ ซึ่งสามารถพิจารณาสิ่งที่เกี่ยวข้องในการกระทำได้ว่า เกี่ยวข้องทางหน้าที่ เกี่ยวข้องกับการทำภารกิจ เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ ก็ได้ทั้งนั้น

4.5.10 วิธีคิดแบบวิภัชชวาท (มาจากคำว่า วิภัชช + วาท)

วิภัชช แปลว่า แยกแยะ แบ่งออก จำแนก หรือแจกแจง  ใกล้เคียงกับคำที่ใช้ในปัจจุบันว่า วิเคราะห์

วาท แปลว่า การกล่าว การพูด การแสดงคำสอน

ดังนั้นคำว่า วิภัชชวาท จึงแปลว่า การแสดงคำสอนแบบวิเคราะห์ ถ้าเป็นเช่นนี้ วิภัชชวาท ก็ไม่ใช่วิธีการคิดโดยตรง แต่เป็นวิธีการพูด หรือการแสดงหลักการแห่งคำสอนในอีกแบบหนึ่งนั่นเอง

ที่ผู้เขียนคิดเช่นนี้ อาจเป็นเพราะการคิดกับการพูด เป็นกรรมใกล้ชิดกันที่สุด ก่อนที่จะพูดต้องคิดก่อน สิ่งที่พูดล้วนสำเร็จมาจากความคิดทั้งสิ้น

ลักษณะสำคัญของความคิดและการพูดแบบนี้ ก็คือ การมองและการแสดงความจริง โดยแยกแยะประเด็นออกไปในแต่ละด้าน หลากมุมมอง ไม่ใช่จับเอาด้านใดด้านหนึ่ง หรือบางมุมมองขึ้นมาวินิจฉัย ตีคลุมลงไปอย่างนั้นทั้งหมด

แนวคิดของวิภัชชวาท จำแนกลักษณะต่างๆ ได้ดังนี้

4.5.10.1                    จำแนก โดยเอาแง่ของความจริงมาวิเคราะห์

4.5.10.2                    จำแนก โดยเอาส่วนประกอบต่าง ๆ มาวิเคราะห์ (ตรงกับวิธีการคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ)

4.5.10.3                    จำแนก โดยลำดับขณะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

4.5.10.4                    จำแนก โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุปัจจัย (ตรงกับวิธีการคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย)

4.5.10.5                    จำแนก โดยเงื่อนไข

4.5.10.6                    จำแนก โดยทางเลือกหรือความเป็นไปได้อย่างอื่น

ดังนั้น วิภัชชวาท ก็คือ เป็นวิธีการหนึ่งในการตอบปัญหากับเหตุการณ์หรือปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และหาทางวินิจฉัยในประเด็นและมุมมองต่าง ๆ เหล่านั้นเพื่อแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี นั่นเอง

สรุปได้ว่า…

หลักพุทธธรรม มีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะทำการศึกษาและนำมาปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เรา เพราะหลักพุทธธรรมนั้นเป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาที่มีเนื้อหาลุ่มลึก หลากหลาย และหากพิจารณาถึงลักษณะความสำคัญที่จะนำมาถ่ายทอด เผยแผ่แล้วก็จะพบว่า มีคุณลักษณะเด่นอยู่   3 ประการ คือ

ประการที่ 1 หลักพุทธธรรม เป็นอรรถกถาร่วมสมัย ที่แสดงหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทได้อย่างบริสุทธิ์ ซื่อตรงต่อคัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นอย่างยิ่ง

ประการที่ 2 หลักพุทธธรรม เป็นการนำเสนอหลักการและสาระสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่างครบถ้วน รอบด้าน ครอบคลุมและเป็นระบบอย่างชัดเจน เท่าที่ระบบในปัจจุบันจะพึงมีได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอหลักความจริงทั้งในส่วนที่เป็นสัจธรรมหรือโลกุตตรธรรม กับหลักจริยธรรมหรือโลกิยธรรม ยังกล่าวไปถึงหลักองค์ประกอบแห่งการดำรงอยู่ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันทั้งในส่วนที่เป็นชีวิต สังคม และธรรมชาติ หลักแห่งชีวิตทั้งในส่วนที่เป็นพฤติกรรม จิตใจ และสติปัญญา ซึ่งหลักที่กล่าวมาทั้งหมดจึงทำให้เห็นองค์รวมแห่งระบบคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน

ประการที่ 3 หลักพุทธธรรม เป็นหลักที่มีมาตรฐานและเกณฑ์ของความเชื่อและการปฏิบัติของชาวพุทธทั่วไป ทั้งในระดับชาวบ้านและพระภิกษุ รวมทั้งขจัดความคลุมเครือ ความสับสน การเข้าใจผิดในหลักพุทธธรรม ตลอดจนเป็นการฟื้นฟูสาระสำคัญบางอย่างของพระพุทธศาสนาที่ถูกละเลยและสูญหายไป เช่น ความเข้าใจในเรื่อง กฎแห่งกรรม, สันโดษ, การวางอุเบกขา, ความเชื่อเรื่องนรก สวรรค์ นิพพาน หรือแม้กระทั่งเรื่องความสำคัญของสงฆ์และสถาบันสงฆ์ เป็นต้น[20]

นอกจากนี้แล้ว หลักพุทธธรรมเองเป็นหลักคำสอนที่เป็นแนวทางในการบริหารงานในแง่ต่างได้เป็นอย่างดีถึงดีมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการบริหารคน ,การบริหารองค์กร รวมไปถึงภาครัฐก็สามารถที่จะนำหลักพุทธธรรมเข้าไปทำการวางแผนการบริหารระบบงานต่าง ๆ ได้เช่นกัน อย่างที่ยกมาประเด็นการบริหารจัดการดังกล่าวข้างต้นนั่นเอง.. แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่ที่ว่าจะมีผู้ใดนำไปปฏิบัติอย่างแท้จริงเท่านั้นเอง


[1] มั่นเกียรติ โกศลนิรัติวงษ์.2541. ทฤษฏีและเทคนิคการให้คำปรึกษา พุทธธรรม. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. หน้า 28.

[2] วิ.ม. (ไทย), 4/32/37.

[3] บรรจบ  บรรณรุจิ., 2535, ปฏิจจสมุปบาท เกิด-ดำรงอยู่-ตาย และสืบต่ออย่างไร”, .ธรรมสภา. หน้า 59-84

[4] บรรจบ  บรรณรุจิ., 2535, ปฏิจจสมุปบาท เกิด-ดำรงอยู่-ตาย และสืบต่ออย่างไร”, .ธรรมสภา. หน้า 121-124.

[5] ที.ปา.11/227/277; องฺ.ทุก.20/251/64;422/119; องฺฉกฺก 22/351/482;อภิ.สํ.34/15/8;875/339

[6] ปฏิสํ.อ.156/246; สงฺคณี อ.103/134; ที.อ2/325; วิสุทธิ.ฎีกา 3/61

[7] ม.ม.13/238/233; 659/606

[8] วิสุทธิ.ฎีกา 3/110

[9] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต).2538, พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ. หน้า 525-526.

[10] ขุ.อิติ.25/200/240; องฺ.สตฺตก.23/59/90

[11] ที.ปา.11/455/329; ขุ.ปฎิ.31/183/126; สํ.ม.19/379/100;1392/421

[12] นัย ม.ม.13/100/96; สํ.สฬ.18/413/278

[13] นิพนธ์  กินาวงศ์และวรภาส ประสมสุข.2549.หลักการบริหารการศึกษาตามแนวพุทธธรรม. ศึกษาศาสตร์,ปีที่ 18 ฉบับที่ 2 (พฤศจิกายน 2549-มีนาคม 2550) หน้า63-81.

[14] องฺ.สตฺตก.23/65/114.

[15] ที.ปา. 11/140/167.

[16] ที.ปา. 11/231/233

[17] http://www.dharma-gateway.com/dhamma/navakovart-index-page.htm.  ประตูสู่ธรรม/นวโกวาท. 26 กันยายน 2552.

[18] http:// www.tungsong.com/Read/prayuak/p_10.htm พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺ โต). วิธีคิด 10 วิธีตามหลักพุทธธรรม. 26 กันยายน 2552.

[19] http://gotoknow.org/blog/9nuqa/6178 : หลักพุทธธรรม.26 กันยายน 2552.

[20] มติชนสุขสรรค์, หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน, ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2543.

About these ads

Entry filed under: การศึกษาด้านธรรมะ. Tags: .

ความรู้ด้านหลักพุทธธรรม ตอนที่ 3 หลักพุทธธรรมที่ตรัสรู้ การสังคายนากับความเป็นมาของพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ตอนที่ 1 เรื่อง พระไตรปิฎก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Trackback this post  |  Subscribe to the comments via RSS Feed


ปฎิทิน

มีนาคม 2010
พฤ อา
     
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

Most Recent Posts


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: